แจ้งปิดเว็บถาวร | Site closure notification

ขอบคุณที่ใช้บริการ oCircle.in.th เราเสียใจที่ต้องแจ้งว่าเราจะปิดเว็บไซต์เป็นการถาวรในวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ข้อมูลทั้งหมดจะถูกลบออกหลังปิดเว็บไซต์ หากคุณมีข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ กรุณาทำการสำรองข้อมูลออกมาก่อนวันดังกล่าว
Thank you for using oCircle.in.th. Due to many circumstances, we are sorry to inform you that we have to permanently close the website on 20 May 2021. All information will be deleted after the closure. Please back up your information to a safe place before the date.

ตอน บทที่ 10 ความเป็นไปได้

บทที่    10      ความเป็นไปได้
โดย CynicSoso
View | 580 Rating | 61

บทที่    10      ความเป็นไปได้

 

 

“เธอรู้อะไรเกี่ยวกับหยกดำแห่งนิรันดร์บ้าง”

ชายหนุ่มถาม พลางประสานสองมือเข้าไว้ด้วยกันและมองที่เธอราวกับจะมองให้ทะลุไปยังผนังห้องอีกด้าน

“เคยอ่านเจอในหนังสือ บอกไว้ว่าเป็นอัญมณีเวทมนตร์ที่สามารถรักษาโรคภัยได้ทุกชนิดค่ะ แต่ก็...เหมือนจะเป็นแค่ตำนานสมัยก่อน”

“ก็ถูก เป็นตำนานในสมัยก่อนที่หายสาบสูญไปในสมัยนี้ เมื่อก่อนมันเคยไปอยู่ที่เฟอโรซัสภายใต้การครอบครองของกษัตริย์เฟอโรซัสที่เจ็ด เขาถูกฆ่า หยกเองก็หายไป ในตอนนั้น มีห้าตระกูลเก่าเป็นอารักษ์และหนึ่งในนั้นก็เป็นผู้สร้างหยกขึ้นมา พวกเขาหายตัวไปพร้อมกัน แล้วก็หนีเข้ามาที่อัลเทร่า พวกเขาซ่อนหยกไว้ที่นี่ ที่ไหนสักแห่งที่มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่รู้ แล้วตอนนี้ก็มีคนต้องการจะขุดคุ้ยหาที่อยู่ของมัน”

ชายหนุ่มเล่าประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีเขียนไว้ในหนังสือเล่มไหนให้ทิลเลร่าฟัง ใจเธอยิ่งเต้นรัวกว่าเดิมกับข้อมูลที่เธอประมวลผลเองในหัว

“หยกนั่นมีชื่อว่า หยกพอร์ เพราะตระกูลพอร์ หนึ่งในห้าตระกูลเก่าเป็นคนหลอมมันขึ้นมา และในตอนนี้ ทายาทตระกูลพอร์คนสุดท้าย ก็ถูกฆาตกรรมที่เวย์เพอร่าเมื่อคืนวานนี้”

                ชายหนุ่มเล่าไปพลางเลื่อนมือหนาไปกระชับมือเรียวของหญิงสาวที่นั่งอยู่บนที่วางแขนเก้าอี้นวมที่เขานั่งอยู่แล้วบีบมันอย่างนุ่มนวล ทิลเลร่าเห็นว่าสีหน้าของท่านหญิงดูโศกเศร้า

                “หรือว่า...”

                “บรูโน พอร์ ...เขาเป็นช่างทำอัญมณีเวทมนตร์ที่เวย์เพอร่า และเป็น...คนที่คอยดูแลฉันตั้งแต่เด็ก” รอยยิ้มหวานเจือปนความโศกเศร้าปรากฏบนใบหน้านวล

                “ร้านของเขาถูกเพลิงไหม้หมดไม่เหลือ แม้แต่หินเวทมนตร์ก็ถูกทำลายทั้งหมด และเขาก็...กลายเป็นส่วนหนึ่งกับร้านนั้น...” หญิงสาวก้มหน้าพลางข่มตาแน่น เธอจำภาพแรกที่เธอเห็นเมื่อพบกับลุงของเธอได้ไม่ลืม ทันทีที่เธอรู้ว่าเขามีอันตรายเธอก็รีบไปทันทีแต่ทว่าก็สายเกินไป ทุกอย่างกลายเป็นเถ้าถ่าน...เช่นเดียวกับร่างของเขา...

                “ตอนนี้เหล่าทหารกำลังกระจายกำลังตรวจสอบข้อมูลอยู่” ชายหนุ่มว่าต่อ “เรื่องเป้าหมายของพวกนั้นที่เรารู้ ฉันยังไม่เผยแพร่ออกไป แค่แจ้งคนวงในอย่างเช่นพ่อของเธอเป็นต้น เพราะมันเป็นเพียงการคาดเดาเมื่อดูจากความสัมพันธ์ของผู้เคราะห์ร้าย หยกพอร์เป็นเส้นด้ายที่เล็กที่สุดแต่เหนียวที่สุดที่เชื่อมโยงพวกเขา แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับเธอสินะ”

                ชายหนุ่มเว้นระยะ

                “ห้าตระกูลเก่าที่นำหยกพอร์มาซ่อนที่นี่ได้แก่ พอร์ เอเดอรูน ฟรอสต์...” ดวงตาสีฟ้าอ่อนคล้ายว่าเรืองรองยามสบตากับทิลเลร่า หญิงสาวรู้ได้ทันทีว่าสองตระกูลที่เหลือคือใคร...

                “แลนซ์ และเอสก้า”

                เหมือนมีคนเอาน้ำแข็งมาสาดใส่เธอ เธอรู้สึกว่ามือเย็น และขยับไม่ได้แม้แต่ปาก

                “ตระกูลพอร์คงไม่มีใครเหลือแล้ว ส่วนเอเดอรูนก็แยกตัวเองไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครหาเขาพบ ตระกูลฟรอสต์...ทายาทของพวกเขาไร้ซึ่งเวทมนตร์แล้ว จึงไม่ได้อยู่ที่อัลเทร่าอีกต่อไป เหลือก็แค่...แลนซ์และเอสก้า ที่ยังคงอยู่ที่นี่ ที่ฉันไม่เรียกแลนซ์มา เพราะเธอ เอสก้า... ล่าสุดหยกนั่นอยู่ที่ตระกูลของเธอ และ...อยู่กับทายาทคนปัจจุบัน

                คราวนี้เหมือนมีคนเอาไม้มาฟาดหน้าทิลเลร่าเข้าอย่างจัง จริงอยู่ว่า มันอาจจะไม่น่าตกใจอะไร แต่หากคิดในอีกมุมหนึ่งและสรุปรวมก็คือ... มีคนต้องการหยกพอร์ คงหาข้อมูลแล้วพบว่ามันอยู่ที่อัลเทร่า และตระกูลเก่าที่อยู่อัลเทร่ามีเพียงสามตระกูล หนึ่งในนั้นก็ถูกเก็บไปแล้ว จึงต้องมาหาอีกสองตระกูล และข้อมูลที่ได้รับคงเป็น...หยกพอร์อยู่ที่เอสก้า และอยู่กับทายาทคนปัจจุบัน นั่นหมายความว่า พี่โทเรส พี่ไทนัส ทีไลน์ และเธอคนใดคนหนึ่งต้องมีมัน แต่ถ้าท่านผู้ว่าเรียกเธอมาด้วยตัวเองและถามถึงทีไลน์และสถานะของเธอแปลว่า

                ไม่อยู่ที่เธอก็อยู่กับทีไลน์...

                “มัน...เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด” ทิลเลร่าพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อความคิดของตัวเอง

                “เธอเป็นเด็กฉลาดนะ ทิลเลร่า เอสก้า... คำถามที่ตอนนี้พวกเรายังหาคำตอบไม่เจอก็คือ มันอยู่ไหนกันแน่ พี่ชายเธอก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แลล์จินส่งสายสืบของเธอหาก็ยังไม่พบ ส่วนเธอก็มาอยู่ที่นี่... ในวิทยาลัยทหารที่ห้ามคนเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาตและห้ามติดต่อกับคนภายนอก มีปราการป้องกันแปดชั้นและยามหินเฝ้าอยู่ทุกประตู มีเงาอารักษ์เฝ้าอยู่ทั้งบนฟ้าและใต้ดิน... เธอคิดว่าอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเธอกันล่ะ”

                “คุณหมายถึง... หยกนั่นอาจจะอยู่กับ...ทั้งฉันและทีไลน์คนละครึ่งเหรอคะ?”

                “นั่น...ก็เป็นไปได้เช่นกัน”

                .............. ตอนนี้ทิลเลร่ารู้สึกว่าเธออยากจะนั่งลงแล้วล่ะ

                “ฉันแค่มาเตือนเธอไว้... สำหรับแฝดพี่ของเธอ เรายังไม่ได้รับข่าวอะไรจากเขา แปลว่าเขายังปลอดภัยดี แต่เธอ... เธอจะอยู่ในอันตราย

                หัวใจของทิลเลร่ากระตุกวาบทันที บ้าไปแล้ว... เรื่องแบบนี้มันบ้าไปแล้ว... ถ้าหากมันเป็นจริงล่ะก็... แปลว่าพวกพี่ๆ รวมหัวกันหลอกเธอ กระทั่งทีไลน์ด้วย...

                “เธอมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไหม?” แลล์จินที่เงียบไปพักใหญ่ๆ ถามขึ้น แวบแรกของคำถาม ในหัวของทิลเลร่ากลับไปนึกถึงคู่หูของเธอซะได้ เธอจึงต้องสะบัดหัวไล่ความคิดรกรุงรังของเธอออกไปก่อน

                “สักคนก็ยังดีนะ ถ้าเธอไม่มีใครสักคนคอยช่วยล่ะก็เธออาจจะอยู่ในอันตรายจริงๆ ก็ได้” ท่านหญิงกล่าวด้วยความเป็นห่วง ชายหนุ่มเองก็พยักหน้าเห็นด้วย

                ก็ถ้าเธอบอกเขา.... เธอกลัวว่าเขาจะไม่ยอมรับเธอน่ะสิ....

                “ค่ะ ฉันจะหาดู” จึงทำได้เพียงตอบรับแบบเลี่ยงๆ

                “ขอเตือนไว้อีกเรื่องนะ ถึงจะมีคนที่ไว้ใจได้ แต่ก็อย่าเชื่อใจใครง่ายเกินไป ที่นี่อาจจะปลอดภัยจากคนภายนอก แต่กับภายในนั้นฉันไม่สามารถรับประกันอะไรได้” ชายหนุ่มเอ่ย

                “เรื่องที่เธอมาอยู่นี่ ฉันไม่รู้ว่าพ่อของเธอรู้ไหม เพราะเท่าที่ฉันรู้ เขายังไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวตั้งแต่ออกปฏิบัติงาน ดังนั้นฉันจะไม่พูดเรื่องนี้ และขอให้เธออย่าบอกใครเรื่องการสนทนาในครั้งนี้ด้วย เพราะเรายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัด”

                “ค่ะ”

                “ฉันจะให้ลากรอสคอยจับตาดูพื้นที่แถบนี้ให้ ถ้ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นในขอบเขตที่เขาดูแลได้... หวังว่าจะทันการ” ว่าจบชายหนุ่มก็โบกมือไปทางหน้าต่าง ไฟสีฟ้าดับไปและผ้าม่านก็เลื่อนเข้าไปมัดตัวเองข้างหน้าต่างตามเดิม ปล่อยให้แสงยามเย็นสาดเข้ามา แต่แลล์จินสะกิดใจเล็กๆ กับชื่อที่ชายหนุ่มเอ่ยออกมา... ลากรอส? เทพไฟประจำเมืองน่ะนะ? ไม่ใช่หรอกมั้ง...

                “เท่านี้แหละ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ”

                “...ค...ค่ะ” ทิลเลร่ารู้สึกเหมือนเธอปรับอารมณ์ตามไม่ทัน แม้เธอจะเข้าใจข้อมูลที่ได้รับมาแล้วก็เถอะ

                ดูเหมือน.... ต้องคุยกับพี่ไทนัสซะแล้วสิ

                ทิลเลร่าหายใจลึกๆ เพื่อทำใจก่อนจะเดินไปที่ประตูที่ท่านหญิงเปิดให้

                “ขอโทษนะ ที่เอาเรื่องปวดหัวมาให้น่ะ” แลล์จินยิ้มน้อยๆ เป็นการขอโทษ

                “ไม่เป็นไรค่ะ รู้ไว้ก็ดี ขอบคุณมากค่ะ” ทิลเลร่าว่าก่อนจะโค้งคำนับให้ แลล์จินส่งยิ้มเอ็นดูปนเสียใจเล็กๆ ให้ และจากนั้นประตูห้องก็ปิดลง...

                ...

            เฮ้อ...

               

            แก๊ง.....

 

                เสียงระฆังที่แว่วมาบอกเวลาหกโมงเย็นทำให้ทิลเลร่าเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน แล้วเดินลงบันไดหอคอยกลับไปยังโรงฝึก ที่ตอนนี้คงเลิกคาบ และพอเธอไปถึงก็คงจะแยกย้ายกันหมดแล้ว...

                น่าแปลก

                เธอสังเกตมาหลายสัปดาห์ แม้จะฝึกกันหนักในคาบยังไง ตื่นมาวิ่งเช้า กลางวันเรียก บ่ายฝึก เธอก็ไม่ค่อยเห็นปีสองหรือปีสามฝึกนอกรอบหรืออยู่ในโรงฝึกเดียวกับพวกเธอเลย มีบางวันที่จะเห็นปีสองฝึกควบตัวเชอไวล์ในสนามกว้างๆ ถัดจากรัศมีสนามวิ่งของพวกเธอโดยมีรั้วกั้นไว้ แต่ก็ไม่ค่อยเห็นพี่ปีสามเลย จะเจอกันทั้งหมดก็แค่ตอนเช้าๆ เท่านั้นเอง หรือว่าพอได้เข้าสาขาแล้วก็ต้องแยกกันไปฝึกนะ

            เฮ้อ...

                ทิลเลร่าถอนหายใจอีกรอบ รู้ตัวอีกทีเธอก็มาถึงข้างโรงฝึก ใกล้กับห้องล็อคเกอร์ที่อยู่ห่างจากตัวโรงฝึกไปเล็กน้อย พอนึกหน้าคู่หูของเธอ ก็ไม่กล้าจะบอกความจริงเลย ยิ่งเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนที่ก็สนิทกันเธอยิ่งไม่กล้าบอก...

               

“----ฮ่าๆ ล้มหงายกลิ้งเลยนี่หว่านายน่ะ”

                “นายก็เละเทะเหมือนกันแหละน่า!”

                ได้ยินเสียงคุยกันจากห้องเก็บสัมภาระและประตูเหล็กก็ถูกเปิดออก เสียงโวยวายของเวสเตอร์เป็นเอกลักษณ์ที่สุดแล้วล่ะมั้ง แล้วก็ได้ยินเสียงของคนอื่นด้วย

                แล้วทำไมเธอต้องหลบพวกเขาด้วยละเนี่ย!?

                ทิลเลร่าตกใจจึงเบี่ยงตัวหลบไปมุมกำแพงของโรงฝึกฝั่งด้านนอก ถ้าขยับไปทางซ้ายอีกก็จะเป็นประตูเข้าในภายในโรงฝึก แต่เธอมีเหตุผลอะไรต้องหลบกันล่ะ? ร่างเพรียวจึงขยับตัวจะออกจากมุม ทว่า...

                “ว่าแต่พวกนายน่ะ อยู่ห้องเดียวกับเจ้าเอสก้าเป็นยังไงบ้าง?”

                ชื่อของเธอถูกเอ่ยขึ้นในการสนทนาของพวกเขา จู่ๆ สองขาเรียวก็หยุดชะงัก

                “หมายความว่าไง?” เสียงของคาร์ลันถาม

                “ฉันรู้สึกว่าไม่อยากเข้าใกล้หมอนั่นเลยน่ะสิ น่าขนลุกยังไงไม่รู้” เสียงของเพื่อนในห้องคนหนึ่งที่ทิลเลร่านึกหน้าและชื่อได้

                “อา ฉันก็รู้สึกงั้นนะ เจ้าเอสก้ามันมีรังสีแปลกๆ เข้าหายากยังไงก็ไม่รู้ พวกนายไม่รู้สึกงั้นเหรอ?” กับอีกคนที่น่าจะเป็นคู่หูของคนก่อนหน้า

                “ก็จริงนะ ทีไลน์ดูเหมือนไม่ค่อยอยากมาสุงสิงกับพวกเราเท่าไหร่เลย ทั้งที่วันสอบก็ดูร่าเริงดีแท้” คำตอบของเวสเตอร์ทำให้ทิลเลร่าถอยขาก้าวกลับ และเอาตัวเองพิงกับกำแพงและเคลื่อนตัวไปยังประตูโรงฝึก เมื่อทั้งห้าคนเดินออกมาจะพ้นจากข้างโรงฝึก

                “สำหรับฉัน คิดว่าหมอนั่นคงอยากอยู่ในพื้นที่ของตัวเองล่ะมั้ง” คาร์ลันตอบบ้าง

                “นายล่ะซีเครย์? เป็นคู่หูกันด้วยนี่นา ตอนซ้อมคงลำบากน่าดูเลยสิ ฉันเห็นหมอนั่นไม่ยอมให้ความร่วมมือนายเท่าไหร่เลย ทั้งที่นายออกจะเก่งแท้ๆ ต้องจับคู่กับคู่หูเฉื่อยแฉะแบบนั้นเนี่ย คงฉุดเกรดน่าดู”

                “อืม มันก็ลำบากพอตัวอยู่เหมือนกัน

                หนุ่มๆ ก้าวออกมาพ้นจากเงาของโรงฝึกแล้วเดินเลียบไปตามทางเดินของตึก โดยที่ข้างประตูโรงฝึกที่พวกเขาเดินผ่านนั้นไร้วี่แววของคนที่เคยแอบอยู่ตรงนั้นแล้ว

                “นายน่าจะบอกครูฝึกขอเปลี่ยนคู่นะ”

                “ทำแบบนั้นไม่ได้หรอก” ซีเครย์หันขวับไปหาเพื่อนสองคนทันที “ถึงหมอนั่นจะดูปวกเปียกในสายตาของพวกนาย แต่หมอนั่นเป็นคู่หูที่ดีที่สุดสำหรับฉันนะ ไอ้เรื่องลำบากน่ะฉันไม่สนใจหรอกเพราะยังไงก็เป็นคู่หูกันนี่”

“นี่นายทนอยู่กับหมอนั่นได้ไงเนี่ย?”

“ฉันไม่ขอโต้แย้งว่าหมอนั่นอาจจะดูเหมือนเข้าหายากและไม่อยากให้เข้าไปสุงสิง แต่ว่า...”

                ดวงตาสีมิ้นท์มองไปยังฟ้าเบื้องบนที่ทอแสงสีส้มยามเย็น พลางริมฝีปากหยักกดลึกที่มุมปากเมื่อนึกถึงคืนที่พวกเขาถูกขังอยู่ในห้องพักท่าโรงเตี๊ยมลูกเป็ดลอยน้ำ

                “ถ้านายได้ลองอยู่กับหมอนั่นแล้ว นายจะรู้ว่าทีไลน์ไม่ได้เฉื่อยแฉะอย่างที่เห็น” ซีเครย์นึกถึงตอนที่เขาฝืนกระชากเวทมนตร์ที่ลงประตูไว้ออกแล้วทำให้มือของเขาบาดเจ็บ ชายหนุ่มก้มมองมือตัวเองที่ตอนนี้บาดแผลมันหายดีไปตั้งนานแล้ว นึกถึงสีหน้าตื่นตระหนกของคู่หูที่เขาแทบไม่ค่อยไม่ได้เห็นอีกเลยก็อดยิ้มไม่ได้ ต่อให้เวลาที่ไม่มีอะไรมาให้ตื่นเต้นเร้าใจแต่เวลาคุยด้วยกันปกติ ให้ทีไลน์หน้านิ่งแค่ไหน ซีเครย์ก็รู้ว่าในใจลึกๆ เขากำลังยิ้มอยู่ แค่มองตาเขาก็รู้แล้วว่าคู่หูรู้สึกยังไง

                “ทีไลน์เก่งออกนะ ฉันผ่านทดสอบวิชาแพทย์ได้เพราะหมอนั่นคอยติวให้” เวสเตอร์ตอบอย่างภูมิใจ

                “อย่างนายเนี่ยนะ ผ่านเพราะแค่ติว” คาร์ลันกัด

                “ก็ทีไลน์สอนเข้าใจกว่าครูฝึกนี่หว่า!”

                “ฉันว่าเราตัดสินแค่ในสิ่งที่หมอนั่นทำ แต่ไม่ได้มองในสิ่งที่หมอนั่นเป็น ที่จริงหมอนั่นเข้าใจง่ายจะตาย” ซีเครย์พูดจบรอยยิ้มบนใบหน้าคมคายก็หายไป ก่อนจะหันไปมองเพื่อนสองคนที่เปิดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา

                “คนที่ว่าทีไลน์ได้มีแค่ฉัน ถ้าครั้งนายนายพูดไม่ดีถึงคู่หูฉันอีกก็ต้องแลกกับกำปั้นสักสองสามหมัดล่ะนะ”

                สีหน้ากับน้ำเสียงดุๆ จากชายหนุ่มมาดเข้มผู้แสนเป็นมิตรอย่างซีเครย์ที่ไม่มีใครเคยเห็นทำให้สองคนนั้นสะอึกไปเล็กน้อย ก่อนสีหน้าดุๆ นั้นจะเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มตามเดิม

                “ไปกินข้าวกันเถอะ ป่านนี้เจ้าทีไลน์หนีไปอาบน้ำก่อนอีกซะแล้วล่ะมั้ง”

                “ประจำเลยสิน่า สักวันจะจับหมอนั่นแก้ผ้าให้ได้เลย”

                “เวสเตอร์...ไอ้โรคจิต...”

                “ไม่ใช่เว้ย!”

 

 

‘อืม มันก็ลำบากพอตัวอยู่เหมือนกัน’

                อา.... ก็คิดอยู่แล้วล่ะ ว่ามันก็ต้องมีคนคิดแบบนี้ ไม่ต้องอยู่กินด้วยกันทุกวัน แค่เดินสวนกันยังรู้สึกได้เลย...

                ทิลเลร่าปิดประตูห้องล็อคเกอร์และปิดมันอย่างเบามือ หรือเธอไม่มีแรงจะดันมันกันนะ ถึงต้องใช้หลังของตัวเองพิงแล้วดันให้มันปิดสนิทแทน เป็นเรื่องดราม่าที่เจอในหนังสือหลายๆ เล่ม ถ้าเธออยู่ฟังต่ออาจจะได้ยินอะไรมากกว่านี้ แต่ว่า... อย่างน้อยก็ไม่ได้อยาก... ได้ยินคำแบบนั้นจากปากคู่หูของตัวเองเลย

                เธอก็รู้... เธอทำตัวแบบนี้ ซีเครย์ก็ลำบากไม่น้อย ต้องคอยช่วยอยู่ตลอดเวลา แต่เธอไม่ได้อยากทำจริงๆ นี่นา แถม... มีหมอนั่นคอยช่วยเธอก็รู้สึกสะดวกดีนิดหน่อย ตอนซ้อมก็ไม่ต้องเจ็บตัวอะไรมากมาย หมอนั่นก็ยั้งมือให้ตลอดอยู่แล้ว บางครั้งก็ดีมากเกินไปจนเผลอใจ...

                และลืมตัวว่า เธอ อยู่ที่นี่ในฐานะ ‘ทีไลน์ เอสก้า’ ไม่ใช่ทิลเลร่า... บางครั้งก็ลืมคิดว่าต้องทำตัวให้สมกับเป็นทีไลน์ มือเท้าต้องเก็บอยู่ในสุข บางครั้งก็เอาแต่ใจตามประสาเธอนิดหน่อย บางครั้งก็รู้สึกอยากหวดหน้าใครสักคนให้ปลิว

                ที่เธออดทนมาได้จนถึงเดือนนี่นับว่าปาฏิหาริย์ หรือ... เพราะเธออยู่กับพวกเขา เธอก็เลยไม่ต้องเกร็ง เลยทำนิสัยแบบทิลเลร่า... ที่ชอบพูดกัดด้วยคำพูดแรงๆ แต่เพราะเป็นเพื่อน เลยต้องไม่ต้องทำตัวโง่ๆ หรือสมกับเป็นคนที่พึ่งพาได้ แบบทีไลน์

                ลำบากชะมัด... การแยกแยะความคิดและการกระทำออกจากกันเนี่ย

                ร่างเพรียวยืนอยู่หน้าตู้ล็อคเกอร์ของตัวเอง ก่อนจะถอนหายใจแล้วส่ายหน้าอย่างปลงตก

                “เอาเถอะ... ก็ไม่เคยมีใครชอบเราอยู่แล้วนี่ เพิ่มพวกนั้นอีกสองสามคนจะเป็นไรไป”

                คำพูดตัดพ้อ... ที่ไม่ได้ทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นเลย

 

                อย่างน้อย... อย่าเกลียดกันได้ไหม...

 

                สมองของทิลเลร่าคล้ายว่าจะเลื่อนลอย มือเรียวเปิดประตูล็อคเกอร์ออกและยื่นเข้าไปหยิบกระเป๋าของตัวเองด้านใน แต่กลับพบว่า...มันว่างเปล่า เหลือไว้เพียงกระดาษฉีกแผ่นเล็กๆ ที่พอพลิกดูด้านหลังก็พบว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของสมุดจดในวิชาเรียนของเธอ ส่วนข้อความที่เขียนว่า ‘เก่งนักก็หาเอาเองสิ’ ทำให้มือเรียวขยำกระดาษแผ่นนั้นไม่มีชิ้นดี

                ปัง!

                กำปั้นเล็กๆ แต่ก็หนักชกกับตู้เหล็กเสียงดังลั่น ฟันซี่ขาวเรียงสวยขบเข้าหากันจนได้ยินเสียงกรอดในหู กำปั้นที่กำกระดาษและชกเข้ากับล็อคเกอร์พลันลุกเป็นไฟเผาผลาญกระดาษแผ่นนั้นจนไม่เหลือแม้แต่เถ้า ทิลเลร่ากัดนิ้วของตัวเองให้เลือดไหลก่อนจะชกหมัดขวาเข้ากับฝ่ามือซ้ายด้วยความโมโหแล้วปัดมือทั้งสองข้างออกจากกัน เปลวไฟสีส้มกระจายออกจากฝ่ามือทั้งสองและรวมตัวกันกลายเป็นภูตไฟที่รูปร่างคล้ายหมาจิ้งจอกตัวเล็กๆ แต่มีหางถึงเก้าหาง

                ดวงตาสีส้มเพลิงของมันมองเจ้านายที่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์คล้ายว่าถูกย้อมด้วยโทสะจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ริมฝีปากเรียวขยับเปิดออกพร้อมกับเปล่งเสียงรอดไรฟัน

            “ตามหาซะ”

                และเจ้าจิ้งจอกเพลิงตัวน้อยก็กระโดดไปบนอากาศกลายเป็นฝุ่นละอองและทะลุผนังห้องล็อคเกอร์ออกไป ตามด้วยทิลเลร่าที่ผลักประตูออกมา เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความโกรธที่เกิดจากหลายอารมณ์ปะปนกันไปมาและกลั่นออกมาเป็นโทสะ บวกกับลมเย็นๆ และแสงสีส้มสวยงามที่ทอดไปบนยอดหอคอยก็ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ก่อนจะเดินตามรอยภูตไฟของเธอเข้าไปด้านหลังห้องล็อคเกอร์ ที่เป็นป่า

                เดินลึกเข้าไปอีกนิดก็จะเป็นพื้นที่ที่พวกเธอใช้มันประกอบการวิ่งมาราธอนตอนเช้า แต่เธอเดินเข้าไปลึกกว่านั้นอีก ตามภูตไฟของเธอไป จนแสงสีส้มเริ่มจางหาย และเธอก็เห็นเปลวเพลิงจากภูติลุกโชติช่วงอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และเมื่อเดินเข้ามาใกล้ ซึ่งตามทางก็มีเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ ตกอยู่ไปจนถึงโคนต้นไม้นั้น ซึ่งเธอก็พบกับกระเป๋าสะพายของเธอ... กับสมุดจดที่ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ และถูกขยำกองรวมกันไว้

                มือเรียวยิ่งกำแน่นกว่าเดิม... โทสะมันรุนแรง ทำให้เปลวเพลิงของภูตน้อยโหมใหญ่ขึ้นจนแม้แต่ตัวมันเองยังตกใจ ทิลเลร่ากระทืบเท้าลงบนรากไม้ที่โผล่ขึ้นมาบนผิวดินอย่างแรงจนลำต้นสั่น ใบไม้แห้งปลิวร่วงลงมาโดนไอร้อนจากเปลวเพลิงบนร่างของหญิงสาวทำให้มอดไหม้กลายเป็นขี้เถ้าตกลงพื้น

                “อะไรกันนักนะ...” เสียงรอดไรฟันและมือที่กำแน่นบ่งบอกว่าทิลเลร่ากำลังระวังความโกรธที่อัดอั้นมานานไว้อย่างถึงที่สุด จนไฟที่ลุกไหม้บนร่างเธอหายไป และไฟของภูตน้อยก็กลับมาเป็นระดับปกติ

                หญิงสาวใช้เลือดจากปลายนิ้วที่ยังเหลืออยู่วางวงกลมแนวระนาบกลางอากาศ เหนือซากสมุดของเธอ จากนั้นก็วาดวงกลมซ้อนอีกชั้นแล้วเขียนอักขระเวทมนตร์ลงไป พอเสร็จสมบูรณ์เธอก็เป่ามันเบาๆ วงกลมกลายเป็นฝุ่นแสงสีเหลืองทองลอยลงไปยังกระดาษสมุดที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้กลับเข้ามารวมกันและกลายเป็นสมุดจดเล่มเดิม

                ณ เวลานั้น ท้องฟ้ามืดมัว... แสงไฟจากภูตคือแสงสว่างเพียงอย่างเดียวของเธอ เธอยืนมองกระเป๋าที่อยู่โคนต้นไม้ นิ่ง... และครุ่นคิด... คิดซ้ำไปซ้ำมา คิดตอกย้ำทุกคำพูดที่เธอจำได้ทุกคำ ไม่ว่าจากใคร...

                ไม่ไหวบ้างล่ะ

                อ่อนแอบ้างล่ะ

                ปวกเปียกบ้างล่ะ

                น่าขนลุกบ้างล่ะ

 

                “โถ่ว้อยยยยย!!”

 

                ทิลเลร่าทิ้งของของตัวเองไว้แบบนั้น แล้ววิ่งกลับทางเดิม กลับเข้าสู่เส้นทางวิ่งที่ทุกวันต้องทำ ... ระบายซะ ความอึดอัดทั้งหมด ใส่มันลงไปที่ขา แล้วสั่งให้มันวิ่ง วิ่งเข้าไป วิ่งจนกว่าเธอจะหมดแรง แล้วก็ต้องวิ่งต่อไป อย่าหยุด.... ทางที่ให้หลับตาก็ต้องจำได้ คลานสิ คลานให้เร็ว ปีนสิ ปีนให้เร็วกว่านี้ ถ้ามันไม่ทันใจ ก็กระโดดสิ... เร็วอีก... ฉันยังวิ่งได้เร็วกว่านี้!!!

                ว่าแล้วเชียว... ให้เธอมาทำตัวเป็นทีไลน์น่ะ... ทำไม่ได้หรอก...

 

 

 

 

TBC.