แจ้งปิดเว็บถาวร | Site closure notification

ขอบคุณที่ใช้บริการ oCircle.in.th เราเสียใจที่ต้องแจ้งว่าเราจะปิดเว็บไซต์เป็นการถาวรในวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ข้อมูลทั้งหมดจะถูกลบออกหลังปิดเว็บไซต์ หากคุณมีข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ กรุณาทำการสำรองข้อมูลออกมาก่อนวันดังกล่าว
Thank you for using oCircle.in.th. Due to many circumstances, we are sorry to inform you that we have to permanently close the website on 20 May 2021. All information will be deleted after the closure. Please back up your information to a safe place before the date.

ตอน Melody.00 [เสียงกังวานแห่งการเริ่มต้น]

Melody.00 [เสียงกังวานแห่งการเริ่มต้น]

เมื่อใดที่บุตรแห่งนักรบทั้งสองมีอายุครบยี่สิบปี พันธสัญญาจะเริ่มต้นขึ้น

คำสัตย์นั้นดังก้องอยู่ในใจผู้คนมามากกว่าหนึ่งศตวรรษ สองอาณาจักรซึ่งถูกผูกมัดไว้ด้วยสัญญาต่างยึดมั่นในสิ่งนั้นยิ่งชีวิต หากแต่ผู้ที่บงการทุกสิ่งหาใช่กษัตริย์ เพราะสัญญาแห่งคำสัตย์นั้นจะต้องถูกยอมรับด้วยบัญชาแห่งเทพเท่านั้น และนั่นก็คือที่มาของ…

เสียงแห่งสัญญา

 

Melody.00

[เสียงกังวานแห่งจุดเริ่มต้น]

 

            วันนี้ เป็นวันเกิดครบรอบยี่สิบปีของข้า

            “คุณหนู วันนี้คุณหนูสวยมากเลยนะคะ”

            เสียงของสาวรับใช้ดังขึ้น มือของนางค่อยๆ ขยับลูบผมสลวยสีดำขลับของเจ้าของความคิดซึ่งนั่งอยู่เบื้องหน้ากระจกบานใหญ่ขนาดเท่าตัว

            ข้าไม่ต้องการคำชมแบบนี้

            ดวงตาสีครามสะท้อนประกายความงดงามในกระจก หากแต่หรี่ลงราวกับกำลังใช้ความคิด ปล่อยให้สาวรับใช้ผู้มีฝีมือจัดการจัดแต่งทรงผมให้ตนตามใจชอบโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใดๆ

            ค่ำคืนนี้ คงจะเป็นวันสุดท้ายของข้าแล้วสินะ…

 

            “คาร์เรย์มารึยัง”

            ท่ามกลางแสงสีทองหม่นในห้องโถงของปราสาทหลังใหญ่  เหล่าหญิงชายในชุดราตรีต่างยิ้มรับให้กับวันดี ในขณะที่บุรุษวัยกลางคนในชุดขุนนางเต็มยศผู้เป็นเจ้าภาพงานพิธีกลับกำลังทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ที่ด้านในสุดของห้องโถงกับชายหนุ่มผู้หนึ่ง

            “ข้าให้คนไปตามแล้ว ท่านอย่ากังวลไปเลย ถึงยังไงค่ำคืนนี้ก็เป็นฤกษ์ดีที่ ‘คาร์เรย์’ ลูกสาวของท่านจะได้รับการยอมรับนะ”

            แม้จะเป็นประโยคตอบรับที่น่ายินดี แต่กลับไม่ได้เรียกรอยยิ้มให้ปรากฏบนใบหน้าเคร่งขรึมนั้นแต่อย่างใด บุรุษผู้เป็นพ่อคนทำเพียงเงยหน้าขึ้นมองไปยังแผ่นศิลาสีเงินขนาดใหญ่สูงเท่าเพดานซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้เงามืดที่เบื้องหลังของเขา

            “เจ้าคิดผิดแล้ว”

            เสียงเข้มเปล่งดังขึ้นอย่างเด็ดขาด ในขณะที่ดวงตาคมปราบสีน้ำเงินเข้มของเขาจ้องมองลายสลักบนศิลานั้นโดยไม่สนใจคนข้างกายอีก มันคือศิลาซึ่งถูกสืบทอดมาในปราสาทแห่งนี้มาร่วมหลายศตวรรษ และในวันนี้ ที่เบื้องหน้าศิลาแผ่นนี้ คำสัญญากำลังจะกลายเป็นความจริงอีกครั้ง…

            ทว่าในขณะที่กำลังอยู่ในภวังค์ความคิด เสียงก้องกังวานของประตูห้องโถงซึ่งถูกเปิดออกก็ทำให้เขาละสายตาจากแผ่นศิลาทันที

 

            ที่ด้านหน้าของห้องโถงใหญ่ ประตูไม้สลักได้ถูกเปิดออกกว้างเป็นสัญญาณให้ภายในห้องเงียบสงัด ก่อนจะตามมาด้วยเสียงฝีเท้าอย่างพร้อมเพรียงกันของเหล่าทหารผู้ใต้บัคับบัญชานับร้อยชีวิต ซึ่งเดินเข้ามาพร้อมๆ กับแปรแถวออกเป็นทางเดินทอดยาวไปจนถึงเบื้องหน้าแท่นศิลา ทำให้แขกผู้มาร่วมงานทั้งหลายต่างต้องหลีกทางให้แก่พวกเขา

            และในวินาทีที่ทหารทุกนายเข้าประจำตำแหน่ง ร่างระหงส์ในชุดเดรสสีขาวซึ่งประดับไปด้วยลวดลายสีทองชวนหลงใหลก็ย่างก้าวผ่านประตูเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างามดังผู้มีชาติตระกูล เรือนผมสลวยสีดำขลับนั้นถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อย บนดวงหน้าเรียวประดับด้วยดวงตาคมสีครามฉายประกายมุ่งมั่น ดวงตาคู่นั้นกำลังมองตรงไปยังแผ่นศิลาเบื้องหน้าราวกับ ณ ที่แห่งนี้มีนางอยู่เพียงผู้เดียว

            นางคือ ‘คาร์เรย์’ บุตรสาวแห่งตระกูลนักรบซึ่งปกปักษ์รักษาอาณาจักรแห่งนี้มาร่วมหลายศตวรรษ

            “โฮ่ๆ ลูกสาวท่านช่างสวยสง่าเหมือนแม่ของนางจริงๆ ส่วนดวงตาคู่นั้นก็ยังเด็ดเดี่ยวเหมือนตัวท่านด้วยนะ ท่านฮาร์น”

            เสียงหนึ่งดังขึ้นไม่ไกลจากผู้ถูกเรียกชื่อ ก่อนชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมเตี้ยผู้เป็นเจ้าของเสียงจะเดินเข้ามาพร้อมด้วยแก้วไวน์และรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ทว่าฮาร์นกลับทำเพียงเหลือบมองด้วยหางตาเท่านั้น

            “ฮ่า ว่าแล้วว่าท่านต้องทำหน้าแบบนี้ ข้ารู้น่าว่าไม่อยากให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างข้าขึ้นมายืนบนแท่นศิลานี่ แถมพิธีก็กำลังจะเริ่มอีก” ชายร่างท้วมว่าพลางหัวเราะร่วน “ว่าแต่ท่านไม่เสียดายหรือ มีลูกสาวสวยขนาดนี้ แต่ก็ถึงเวลาที่จะต้อง”

            “อย่าได้พูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้”

            ฮาร์นพูดขัดขึ้นทันทีทำให้ชายร่างท้วมต้องยกสองมือขึ้นยอมแพ้ แม้ใบหน้าเจ้าเล่ห์นั้นจะยังแสดงอย่างเด่นชัดว่าไม่ได้รู้สึกผิดก็ตาม

            “แหมๆ น่ากลัวจริงๆ ถ้าท่านว่าอย่างนั้น งั้นข้าก็ไม่ขอยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยก็แล้วกัน ขอตัวล่ะ”

            ชายร่างท้วมพูดเพียงเท่านั้นก่อนเดินออกจากแท่นศิลาไปพร้อมด้วยท่าทางพึงพอใจ พอดีกับที่ชายซึ่งยืนอยู่กับฮาร์นมาตั้งแต่ต้นพ้นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย

            “เฮ้อ ข้าล่ะไม่เคยชอบเจ้าเฒ่าหัวงูนี่เลย ไม่ได้เชิญมาแท้ๆ เมื่อก่อนก็เคยมาขอหมั้นกับท่านพี่ด้วย ดีใจจริงๆ ที่สุดท้ายท่านพี่ก็เลือกท่าน”

            “ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าไม่ควรเชิญคนนอกมาในวันนี้ด้วยซ้ำ คราวส์” ทว่าแทนที่จะตอบรับ ฮาร์นกลับเอ่ยสิ่งที่รบกวนจิตใจมาเนิ่นนาน ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่คราวส์ชินชาเสียแล้ว  

            “พิธีกำลังจะเริ่มแล้ว เลิกพูดเรื่องไร้สาระกันเพียงเท่านี้”

            นั่นเป็นคำสั่งสุดท้าย ก่อนที่ฮาร์นจะหันไปส่งสัญญาณให้กับทหารสองนายซึ่งประจำตำแหน่งอยู่ที่ด้านข้างของแท่นศิลาอยู่ก่อนแล้ว  ซึ่งคำสั่งสุดท้ายนั้นก็ทำให้คราวส์หันไปยังหญิงสาวผู้เป็นหลานอีกครั้ง นางกำลังเดินตรงมายังเบื้องหน้าของแท่นศิลาโดยที่ดวงตาขยับมองตรงมายังพวกเขาอย่างแน่วแน่ ทุกย่างก้าวไร้ความลังเล และเมื่อนางเดินมาจนถึงที่หมาย แสงไฟภายในห้องโถงก็ดับวูบ  ก่อนเปลวเพลิงสีส้มสุกสกาวจะถูกจุดขึ้นที่ด้านข้างของแท่นศิลาในเวลาต่อมา นางคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที

            “นามของข้าคือ คาร์เรย์ ลอสวอร์”

            เสียงหวานอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นของนางดังขึ้นเป็นคำประกาศกร้าวราวคำสัตย์ ทันใดนั้น แผ่นศิลาก็ส่องแสงสีฟ้าขึ้นท่ามกลางแสงไฟที่มีอยู่เพียงน้อยนิด ก่อนส่องสว่างทอดทับลงบนร่างทั้งร่างของคาร์เรย์ราวกับกำลังตอบสนองต่อเสียงของนาง และโดยที่ไม่ทันได้รู้ตัว แขนของนางก็ได้ถูกยกขึ้น นิ้วเรียวถูกทำให้ขยับชี้ไปยังแผ่นศิลาเบื้องหน้าโดยไม่อาจต้านทาน พลันเปลวเพลิงสีฟ้าก็ลุกพรึบขึ้นที่ปลายนิ้วนั้นอย่างน่าอัศจรรย์

            “นามของข้าคือ ฮาร์น ลอสวอร์”

            เสียงต่อมาเป็นของบุรุษผู้เป็นบิดาและผู้นำแห่งตระกูลนักรบ เรียกแสงสีฟ้าจากแผ่นศิลาให้ทอดผ่านความมืดลงมายังร่างของเขาซึ่งหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคาร์เรย์มาตั้งแต่ต้น เผยให้เห็นนัยน์ตาสีเข้มคู่นั้นซึ่งกำลังจ้องประสานเข้ากับนัยน์ตาสีครามของนางราวอ่านใจ

            “ข้าขอให้คำสัตย์แก่สายเลือดนักรบในกายข้า และสืบทอดเจตนารมณ์สู่สายเลือดแห่งข้า ให้เสียงแห่งพันธสัญญาจงตอบรับ”

            สิ้นวาจา เปลวเพลิงสีฟ้าก็ลุกโชนขึ้นที่เบื้องหน้าของบุรุษผู้นำตระกูล เขายื่นมือตามเข้าไปในนั้นทันทีราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา และทันใดนั้นเอง บางสิ่งบางอย่างก็เริ่มก่อขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง กระตุ้นให้เปลวเพลิงสีฟ้ากระตุกวูบอย่างรุนแรง คาร์เรย์มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย ก่อนร่างกายจะถูกบังคับให้ขยับปลายนิ้วไปยังเบื้องหน้าเช่นเดียวกัน

            เวลาสุดท้าย…ของข้า

            พลันเมื่อเปลวเพลิงจากปลายนิ้วสัมผัสเข้ากับเปลวเพลิงเบื้องหน้า เพียงชั่วพริบตาสีฟ้าก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีแดงระอุ คาร์เรย์เบิกตาขึ้นด้วยความตกใจ ตอนนั้นเองที่มือของฮาร์นเริ่มขยับออกมาอย่างช้าๆ ปรากฏด้ามดาบเหล็กกล้าทรงกางเขนและประกายสีเงินวาวของใบดาบสองคมเล่มใหญ่ เขารีบคว้ามันออกมาทันทีพร้อมกับตวัดดาบอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นคลื่นอากาศรุนแรงซึ่งดับเปลวเพลิงให้สลายหายไปได้อย่างง่ายดาย

            “หากไม่กลืนกินมัน เจ้าก็จะถูกกลืนกินเสียเอง”

            น้ำเสียงแข็งกร้าวดังขึ้นเรียกสติจากคาร์เรย์ให้เงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าของบุรุษผู้เป็นพ่อในยามนี้เรียบเฉย ไร้ซึ่งความเห็นใจ ใบหน้าที่มักจะทำให้นางตระหนักถึงหน้าที่ของตน…

            ดวงตาสีครามกลับมาเรียบนิ่งอีกครั้ง

            “กาลเวลาที่ล่วงเลยผ่านมานับร้อยปี ยากนักที่วันนี้จะมาถึง… แต่สุดท้ายวันนี้ก็เป็นวันของเจ้า” ฮาร์นเอ่ยพลางวาดดาบขึ้นมาไว้ตรงหน้า ก่อนประทับลงบนไหล่ของคาร์เรย์อย่างแผ่วเบา “ดาบเล่มนี้ แม้ยังไม่อาจยอมรับเจ้า แต่สายเลือดแห่งข้า ไม่จบสัญญาเพียงเพราะแค่ข้ออ้างไร้สาระ เจ้าพร้อมใช่ไหม คาร์เรย์”

            “ข้าพร้อมแบกรับศักดิ์ศรีของลอสวอร์ด้วยชีวิต”

            คำตอบรับในทันทีทำให้แขกผู้มาร่วมงานทั้งห้องโถงต่างรู้สึกหนาวสะท้านไปทั่วทั้งร่าง ความกล้าหาญของอิสตรีนางนี้ทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงความน่าเกรงขามซึ่งมีไม่น้อยไปกว่าบุรุษผู้นำตระกูล

            “เช่นนั้น นี่จึงเป็นวันสุดท้ายของเจ้า”

            ฮาร์นเอ่ยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนวาดดาบขึ้นเหนือศีรษะ คาร์เรย์จึงค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ พร้อมก้มหน้าลงอย่างน้อมรับ

            ฟึ่บ!!

            ดาบถูกตวัดฟันอย่างรวดเร็วโดยที่ฮาร์นขยับตัวเพียงเล็กน้อย หลงเหลือไว้เพียงสายลมแรงซึ่งพัดกลุ่มผมสีดำสลวยให้ปลิวไสวร่วงหล่นลงสู่พื้น ผมที่ถูกเกล้าเอาไว้อย่างเรียบร้อยของนางถูกตัดออกแล้ว เหลือเพียงเรือนผมสั้นประบ่าซึ่งทิ้งน้ำหนักลงปรกใบหน้าของนางจนมองไม่เห็นดวงตา ฮาร์นสะบัดปลายดาบอีกหนึ่งครั้งและปักมันลงบนพื้น

            “แม้เจ้าเป็นสตรี แต่จงอาจหาญให้เหนือบุรุษ จงละทิ้งความอ่อนแอ ละทิ้งความอ่อนไหว และคงอยู่โดยแบกรับศักดิ์ศรีแห่งนักรบ”

            ฮาร์นประกาศกร้าว เรียกให้ดวงตาของคาร์เรย์ลืมขึ้นอย่างช้าๆ นางมองดาบสีเงินเบื้องหน้าด้วยนัยน์ตาที่ฉายประกายแห่งความมุ่งมั่น

            “จงชนะ”

            นั่นเป็นคำกล่าวสุดท้ายจากบุรุษผู้นำตระกูล ทันใดนั้นเสียงก้องกังวานอันไพเราะของระฆังทองก็ดังขึ้นไปทั่วทั้งบริเวณ มันดังสะท้อนเข้าไปจนถึงก้นบึ้งของจิตใจของนาง ปลุกสัญชาตญาณแห่งนักรบให้น้อมรับคำบัญชาและพร้อมแลกคำสัญญาด้วยชีวิต

            ทั้งหมดนั้นก็เพื่อความแค้นที่ยังไม่ได้รับการสะสาง

 

To be Continue.