แจ้งปิดเว็บถาวร | Site closure notification

ขอบคุณที่ใช้บริการ oCircle.in.th เราเสียใจที่ต้องแจ้งว่าเราจะปิดเว็บไซต์เป็นการถาวรในวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ข้อมูลทั้งหมดจะถูกลบออกหลังปิดเว็บไซต์ หากคุณมีข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ กรุณาทำการสำรองข้อมูลออกมาก่อนวันดังกล่าว
Thank you for using oCircle.in.th. Due to many circumstances, we are sorry to inform you that we have to permanently close the website on 20 May 2021. All information will be deleted after the closure. Please back up your information to a safe place before the date.

ตอน Melody.01 [ผู้คุมกฎ]

Melody.01 [ผู้คุมกฎ]

Melody.01

[ผู้คุมกฎ]

 

            ท่ามกลางแสงอาทิตย์ในยามเช้าในฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว ความสงบสุขรอบตัวปราสาทได้ถูกแทนที่ด้วยความวุ่นวายของเหล่าทหารผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งต่างพากันวิ่งวุ่นไปทั่วจนเกิดเสียงดังรอดผ่านเข้ามาจนถึงห้องๆ หนึ่งที่ด้านในปราสาท ห้องอันเงียบสงัดซึ่งร่างของเจ้าของห้องนั้นกำลังนั่งพลิกดาบยาวอันล้ำค่าในมือไปมาโดยไม่สนใจสิ่งอื่นรอบตัว

            ดาบประจำตระกูล…ดาบของบรรพบุรุษ

            คาร์เรย์เอ่ยขึ้นในใจ นัยน์ตาสีครามพลางมองสำรวจดาบสีเงินเบื้องหน้าอย่างพินิจพิจารณา พลันภาพเปลวเพลิงสีแดงระอุที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานก็ปรากฏขึ้นมาในหัว

            นางยังคงจดจำได้ดี… เปลวเพลิงสีฟ้านั้นไม่ได้ทำอันตรายใดๆ ทว่าทันทีที่สีของมันเปลี่ยนไป ทั่วทั้งร่างของนางกลับร้อนรุ่มราวกับถูก    แผดเผา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างดีว่านางยังไม่ถูกยอมรับ

            “คุณหนูคะ ได้เวลาแล้วค่ะ”

            เสียงของสาวรับใช้ดังผ่านประตูเข้ามา เรียกสติของนางให้หลุดจากความคิดทั้งมวล คาร์เรย์ขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงและเก็บดาบกลับเข้าฝัก ตอนนั้นเองที่ดวงตาของนางได้สบเข้ากับภาพสะท้อนบนกระจก

            ร่างระหงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้นช่างดูคล้ายบุรุษ… ทั้งเรือนผมสีดำขลับซึ่งถูกซอยให้สั้นเพียงระต้นคอ ดาบเล่มใหญ่ในมือที่สวมถุงมือเหล็ก และชุดเกราะโซ่ถักสวมทับด้วยชุดสำหรับออกเดินทางซึ่งถูกตัดออกมาอย่างดีเพื่อให้เหมาะแก่การต่อสู้ ทว่าสิ่งเหล่านั้นก็คงจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่นางจะเก็บมาคิดกังวล คาร์เรย์ทำเพียงมองใบหน้าของตนอีกครู่หนึ่งก่อนคาดสายรัดฝักดาบเอาไว้ที่เอวและหยิบถุงสัมภาระเดินออกจากห้องไป

            “คุณหนู”

            เสียงของสาวใช้คนเดิมดังขึ้นเรียกนางอีกครั้งทันทีที่ก้าวพ้นประตู ร่างนั้นค้อมศีรษะให้นางอย่างนอบน้อมก่อนถอยไปยืนด้านหลัง

            “ท่านฮาร์นรอคุณหนูอยู่ที่ห้องรับรองค่ะ”

            คาร์เรย์ไม่พูดอะไรและเริ่มเดินนำไป ในใจนางพลางนึกถึงเสียงแห่งความวุ่นวายก่อนหน้านี้ซึ่งได้กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้งโดยไม่ทันได้รู้สึกตัว แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่คิดที่จะเก็บมันเอามาใส่ใจ

            เมื่อเดินลงมาจนถึงชั้นล่างสุดของปราสาทแล้ว สาวรับใช้ก็นำทางนางไปจนถึงห้องรับรองห้องหนึ่งที่ถูกแยกออกมาอยู่ท้ายปราสาท โดยบริเวณหน้าห้องนั้นมีทหารผู้ใต้บังคับบัญชาของฮาร์นยืนเฝ้าระวังอยู่ ซึ่งนับว่าแปลกนัก สาวรับใช้จึงค้อมศีรษะให้คาร์เรย์อีกครั้งและขอปลีกตัวออกไปอย่างรู้หน้าที่

            คาร์เรย์หยุดยืนมองประตูตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเคาะเรียกคนที่อยู่ภายใน จนเมื่อได้ยินเสียงตอบรับว่าให้เข้ามาได้ ร่างบางจึงผลักประตูเข้าไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาของทหารผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งแอบมองมาอย่างเงียบๆ

            “เจ้าได้ยินเสียงแห่งการเริ่มต้นรึยัง คาร์เรย์ ลอสวอร์...”

            ทันทีที่นางก้าวเข้าไปในห้อง เสียงอันไม่คุ้นหูก็ดังขึ้น พลันบานประตูก็ถูกกระชากกลับให้ปิดลงด้วยแรงมหาศาล คาร์เรย์หยุดยืนนิ่งทันที  เป็นวินาทีเดียวกับที่นางได้ยินเสียงถอนหายใจของอีกบุรุษหนึ่งดังขึ้นตามมา

            “เจ้าควรจะมีมารยาทเสียหน่อยนะ ตั้งแต่มาเจ้าก็ทำให้ปราสาทของข้าวุ่นวายมามากเกินพอแล้ว”

            คาร์เรย์มองเจ้าของเสียงถอนหายใจนั้นซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกไปจากบิดาของตน ฮาร์นกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมสีดำตัวยาวที่กลางห้องโดยหันหน้ามาทางประตู ในขณะที่เก้าอี้อีกตัวหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็มีร่างของบุคคลหนึ่งในชุดคลุมสีดำนั่งอยู่

            “เจ้าจะถามหามารยาทจากข้าทำไมกัน ในเมื่อเจ้าไม่เคยยอมให้ข้าเดินเข้าประตูมาดีๆ เอง”

            ชายในชุดคลุมเอ่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกับผินหน้ามามองนางเล็กน้อย เผยให้เห็นประกายสีแดงทับทิมในดวงตาซึ่งวาววับอยู่ภายใต้ผ้าคลุมครู่หนึ่ง ลางสังหรณ์กระซิบบอกนางทันทีว่าบุรุษเบื้องหน้านั้นอันตรายและไม่ควรเข้าใกล้

            “คาร์เรย์”

            ทว่าก่อนที่จะคิดไปไกล น้ำเสียงอันเด็ดขาดของฮาร์นก็ดังขึ้นเรียกสติจากคาร์เรย์อีกครั้ง นางเผลอชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อหันไปสบเข้ากับใบหน้าอันเรียบเฉยของบุรุษผู้เป็นบิดา ซึ่งสื่อความหมายแทนคำพูดได้เป็นอย่างดี

            “ก่อนที่เจ้าจะออกเดินทาง ข้ามีเรื่องที่จะต้องบอกให้รู้เสียก่อน มานี่สิ” ฮาร์นว่าพลางผายมือไปยังเก้าอี้ตัวยาวซึ่งมีบุรุษในชุดคลุมนั่งอยู่ คาร์เรย์รู้สึกลังเลเล็กน้อยแต่ก็ยอมเดินเข้าไปโดยไม่คิดเอ่ยปากโต้แย้ง

            “สวัสดี แม่สาวน้อย”

            ทันทีที่นางนั่งลงพร้อมวางดาบลงบนโต๊ะซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเก้าอี้ทั้งสอง คำทักทายจากบุรุษในชุดคลุมก็เรียกให้นัยน์ตาสีครามเหลือบไปมอง และพบว่าร่างนั้นกำลังเลื่อนหมวกคลุมของตนออก เผยให้เห็นเรือนผมสั้นเกรียนสีทองสว่างและดวงตาสีทับทิมอย่างเด่นชัด ใบหน้าซึ่งบ่งบอกว่ามีอายุใกล้เคียงกับฮาร์นนั้นฉายร่องรอยแห่งความอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ

            “ข้าต้องขออภัยด้วยที่เสียมารยาท ขอแนะนำตัวเลยก็แล้วกันนะ อืม… ถ้าทำแบบนี้ ข้าว่าเด็กๆ น่าจะชอบล่ะมั้ง” เขาเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ทันใดนั้น ส่วนหนึ่งบนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ สลายไปกลายเป็นหมอกสีดำสนิท คาร์เรย์เบิกตากว้างมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา นางนิ่งค้างอยู่แบบนั้นจนกระทั่งร่างทั้งร่างของชายตรงหน้าสลายไปจนหมด

            “ลอว์ ถ้าเจ้ายังใช้เวทในปราสาทของข้าอีก ข้าจะใช้ดาบฟันเจ้าซะ”

            น้ำเสียงแข็งกร้าวของบิดาที่ดังขึ้นเรียกให้คาร์เรย์หันขวับกลับไปมอง ตอนนั้นเองที่หมอกสีดำสนิทได้ปรากฏขึ้นที่เบื้องหลังของฮาร์นและกลับมาเป็นร่างมนุษย์อีกครั้ง

            “ไม่มีใครฟันข้าได้ เจ้าก็รู้”

            คำโต้เถียงถูกส่งกลับทันทีอย่างไม่คิดเกรงกลัว ในขณะที่ร่างนั้นเท้าคางลงบนพนักพิงเก้าอี้ที่ฮาร์นนั่งอยู่ นัยน์ตาสีแดงทับทิมเลื่อนมองคาร์เรย์พร้อมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้า

            “ไม่ต้องตกใจไปหรอก ชื่อของข้าคือลอว์ ยินดีที่ได้รู้จักนะสาวน้อย”

            คาร์เรย์นั่งนิ่ง ดวงตายังคงเบิกกว้าง คำเอ่ยพร้อมรอยยิ้มนั้นไม่ได้ทำให้นางรู้สึกวางใจ หากแต่นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่อยู่ๆ ประตูก็ถูกปิดกระชาก ซึ่งนั่นก็คงเป็นเพราะเวทมนต์ของชายคนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย 

            “เจ้าไม่ควรแสดงสีหน้าแบบนั้นให้ใครเห็น คาร์เรย์”

            พลันคำตำหนิจากผู้เป็นบิดาก็เรียกนางให้หลุดจากภวังค์ ดวงตาสีครามคู่นั้นเผลอสบเข้ากับใบหน้าเรียบเฉยของฮาร์นทันที ใบหน้าซึ่งไม่เคยปราณียามเมื่อนางหวั่นไหว…

            อีกแล้ว

            “นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าควรจะตกใจ จำไม่ได้หรือ แผ่นศิลาที่มอบดาบให้แก่เจ้าก็มีพลังเวทย์บรรจุอยู่เช่นเดียวกัน และเจ้า ตัวเจ้าในตอนนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับ แต่เมื่อให้คำสัตย์ต่อหน้าแผ่นศิลาแล้วยังละทิ้งความอ่อนแอนั่นไปไม่ได้ ตัวเจ้าก็จะไม่มีวันได้รับการยอมรับไปตลอดชีวิต”

            สิ้นเสียงอันเด็ดขาด รอบด้านก็เงียบสนิท คาร์เรย์รู้สึกว่าตัวเองช่างอ่อนแอนักที่รู้สึกหวั่นไหวกับแค่เรื่องที่ไม่เคยพบเห็น ทว่า…

            เราจะอ่อนแอตลอดไปไม่ได้

            สิ่งที่มุ่งหมายไว้ในใจกระตุ้นให้คาร์เรย์สบตากับฮาร์นอีกครั้ง ประกายแห่งความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวกลับมาฉายชัดในดวงตา เรียกรอยยิ้มอ่อนโยนให้ปรากฏบนใบหน้าของลอว์ซึ่งมองทั้งสองอย่างตั้งใจ

            “ดี ทีนี้เจ้าจงฟังให้ดี เรื่องที่ข้าจะบอกเจ้า” ฮาร์นเอ่ยเกริ่น ดวงตาประสานนิ่งกับบุตรสาวของตนพร้อมเริ่มอธิบาย “บนโลกใบนี้นอกจากมนุษย์อย่างพวกเราแล้ว ยังมีมนุษย์อีกเผ่าพันธุ์หนึ่งที่หลบซ่อนอยู่ภายนอกเขตของอาณาจักรแกรนเดียและเมเดน เจ้ารู้ใช่ไหม?”

            คาร์เรย์พยักหน้ารับทันที ฮาร์นจึงเริ่มพูดต่อ

             “มนุษย์เหล่านั้นแตกต่างจากมนุษย์อย่างเรา เพราะพวกเขาเกิดมาพร้อมกับมีพลังเวทย์ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต และจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ธรรมดายามเมื่อต้องทำตามหน้าที่เท่านั้น ซึ่งนานครั้งนักที่เวลานั้นจะมาถึง จึงไม่แปลกที่ผู้คนส่วนมากจะหลงลืมพวกเขาและคิดว่าไม่มีตัวตน แต่ว่า…” ฮาร์นเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง นัยนตาสีน้ำเงินเข้มวาววับ “ใช่ ก็อย่างที่เจ้าเห็น ลอว์เองก็เป็นลูกหลานของพวกนั้น เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้รับใช้เทพ”

            “หรือที่เรียกว่าผู้คุมกฎ

ทันใดนั้นประโยคเสริมสุดท้ายก็ดังขึ้นจากปากของลอว์ซึ่งใช้เวทพาตัวเองกลับมานั่งที่เดิมโดยไม่มีใครตั้งตัวทัน หากแต่คราวนี้คาร์เรย์ไม่ได้มีท่าทีตกใจ นั่นทำให้ลอว์หัวเราะออกมาเบาๆ ให้กับสองพ่อลูกซึ่งเหมือนกันแทบทุกอย่างจนน่าหัวเราะ

            “ข้าล่ะชอบพวกเจ้าๆ จริงๆ ไม่อยากให้ไปต่อสู้เลย”

            บุรุษผู้ซึ่งถูกพูดถึงส่งสายตาตำหนิไปยังผู้พูดทันที หากแต่เรื่องที่ทำให้เขาหงุดหงิดใจนั้นหาใช่เรื่องของตนไม่

            “นั่นเป็นหน้าที่ของเจ้า อย่าได้พูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้”

            ประโยคอันคุ้นเคยเรียกให้ลอว์ยักไหล่น้อยๆ ก่อนตอบกลับ

            “ใช่ นั่นเป็นหน้าที่ข้า แต่มันจบไปแล้วตั้งแต่ศึกของเจ้า ตอนนี้ข้าไม่ใช่ผู้นำทางอีกต่อไปแล้ว”

            คาร์เรย์เหลือบตามองคนพูดทันทีเมื่อคำว่าผู้นำทางทำให้นางสนใจ เรียกรอยยิ้มอ่อนโยนให้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลอว์อีกครั้ง

            “พวกเราผู้คุมกฎนั้นก็มีการแบ่งชนชั้นเช่นเดียวกัน ข้าผ่านการเป็นผู้นำทาง และบันไดขั้นที่สูงกว่าก็คือตัวข้าในตอนนี้ ดังนั้น…” เขาเอ่ยเว้นช่วง ก่อนเลื่อนสายตากลับไปสบเข้ากับดวงตาคมดุของฮาร์น

            “ข้าจึงมาที่นี่เพื่อบอกกฎเกณฑ์ในครั้งนี้เท่านั้น”

            อยู่ๆ บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไป คาร์เรย์รู้สึกได้ว่าความจริงจังกำลังฉายชัดขึ้นในดวงตาของลอว์ ความจริงจังที่ทำให้นางรู้สึก            ได้ถึงความตึงเครียดจากเขา และในตอนนั้นเอง มือหนาภายใต้ผ้าคลุมก็ยื่นออกมาตรงหน้า เกิดละอองแสงสีฟ้าเต้นเร้าอยู่ภายในมือ

            “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าบอกอะไรแก่คาร์เรย์ไปบ้างแล้ว แต่ข้าจะพูดให้ฟังอีกครั้ง”

            ทันใดนั้นราวกับเป็นการตอบสนอง ประกายเพลิงสีฟ้าอันคุ้นเคยค่อยๆ หลั่งไหลออกมาจากดาบประจำตระกูล มันเคลื่อนตัวเข้ามารวมกันอย่างรวดเร็วก่อนแยกออกกลายเป็นกลุ่มตัวอักษรขึ้นกลางอากาศ ปรากฏเป็นชื่อของทั้งสองอาณาจักรคือแกรนเดียและเมเดน ส่วนที่ถัดลงมาก็เป็นชื่อของบุคคลในประวัติศาสตร์ของทั้งสองฝั่ง โดยทางฝั่งแกรนเดียนั้นทุกคนล้วนเป็นชื่อบรรพบุรุษในแต่ละรุ่นของตระกูลลอสวอร์ ซึ่งทันทีที่ตัวอักษรลงมาจนถึงสองบรรทัดสุดท้าย นางก็ได้พบกับชื่อของผู้เป็นบิดาและชื่อของตัวนางเองเช่นกัน

            “พวกเราผู้คุมกฎนั้น มีหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างเทพเจ้าและมนุษย์ธรรมดา คอยควบคุมการทำพันธสัญญาต่างๆ ที่ถูกร้องขอแก่พวกท่าน แต่ท้ายที่สุดแล้วผู้ที่สามารถลั่นระฆังใบนั้นได้ก็มีเพียงเทพเจ้าเท่านั้น เช่นเดียวกันกับพันธสัญญาที่เกิดขึ้นจากความแค้นของพวกเจ้า ตระกูลนักรบของทั้งสองอาณาจักร ลอสวอร์ และเลอแลนด์… และสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือเหล่าผู้คนที่สืบทอดพันธสัญญานั้นตั้งแต่ในอดีต ซึ่งเจ้าคงรู้ดี ว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่รู้ผลแพ้ชนะ”

            คาร์เรย์กลับมาสบตากับลอว์อีกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้รับรู้ถึงหน้าที่ของผู้คุมกฎ ในขณะที่เรื่องของพันธสัญญานั้นก็เป็นสิ่งที่นางเองก็รู้ดี

            การทำสงครามระหว่างสองอาณาจักรนั้นจบไปแล้ว ทว่าความแค้นระหว่างตระกูลนักรบทั้งสองยังไม่จบ ดังนั้นเพื่อความสงบสุขที่องค์กษัตริย์ต้องการ ทางเดียวที่พวกเขาสามารถเลือกได้ ก็คือการต่อสู้โดยอยู่ภายใต้พันธสัญญาที่ให้ไว้กับเทพเจ้าเท่านั้น แต่จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะเสียที

            และในตอนนี้มันก็ถึงเวลาของนางแล้ว

            “ข้ารู้ว่าความแค้นของพวกเจ้ามันเพิ่มพูนขึ้นจากแค่เรื่องราวในอดีตมามากพอดู คาร์เรย์”

            อยู่ๆ ลอว์ก็เอ่ยชื่อของนางขึ้นมา โดยที่นัยน์ตาสีแดงทับทิมคู่นั้นก็ยังสบกับนางนิ่ง คาร์เรย์รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่สื่อออกมาทางดวงตานั้น และคำพูดนั้น...

            “แต่ถึงยังไงข้าก็อยากให้พวกเจ้าอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของผู้คุมกฎอย่างข้า เพราะพวกเรานั้นเป็นผู้รับใช้เทพ ซึ่งก็มีพันธสัญญาที่ต้องทำตามเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเจ้า สหายข้า…” ดวงตาของลอว์พลันหลุบลงต่ำ ฝ่ามือที่ยังมีละอองแสงสีฟ้าเต้นเร้าอยู่กำหมัด ทันใดนั้นพลังเวทย์ทั้งหมดก็ถูกเรียกให้กลับเข้าไปในดาบ

            “ข้าจะไม่สามารถช่วยอะไรพวกเจ้าได้เลย”

            ประโยคสุดท้ายถูกถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงแห่งความห่วงใยซึ่งส่งผ่านความจริงจังมาด้วยจนทำให้แน่ใจว่าไร้ซึ่งคำโป้ปด ใบหน้าซึ่งแสดงถึงความอ่อนโยนในยามนี้ดูไม่ต่างอะไรกับกำลังวิงวอนขอร้อง นั่นทำให้คาร์เรย์รู้สึกแปลกใจนัก

            “ไม่ว่าเจ้าจะกังวลอะไรอยู่ก็ตาม”

            เป็นฮาร์นที่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นมองลึกเข้าไปในดวงตาของสหายเก่าซึ่งสบกลับมา

            “แต่เจ้าก็น่าจะรู้ว่าลอสวอร์จะไม่มีวันเอาศักดิ์ศรีแห่งความเป็นนักรบไปทิ้งง่ายๆ”

            ลอว์มองคนพูดนิ่ง ก่อนคำตอบที่คาดเอาไว้ในใจนั้นจะทำให้เขาระบายยิ้มออกมาบางๆ ใบหน้าอันอ่อนโยนหันกลับไปหาคาร์เรย์อีกครั้ง

            “ดูเหมือนว่าข้าจะพูดนอกเรื่องซะแล้ว รับนี่ไปสิ” ลอว์ว่าพลางหยิบของสิ่งหนึ่งจากในผ้าคลุมออกมาแล้วยื่นให้แก่คาร์เรย์ มันเป็นเพียงกระดาษสีทองแผ่นหนึ่งซึ่งไม่มีความพิเศษใดๆ “เมื่อออกจากปราสาทแล้ว มันจะสามารถนำพาเจ้าไปพบกับผู้นำทางได้ เก็บไว้ดีๆ ล่ะ”

            คาร์เรย์ผงกศีรษะขึ้นมองครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเอื้อมมือเข้าไปรับ เมื่อเห็นดังนั้นลอว์จึงยิ้มตอบ

            “กฎเกณฑ์ในครั้งนี้ก็ไม่ต่างจากครั้งก่อนๆ เจ้าเพียงแค่ต้องออกเดินทางไปกับผู้นำทางซึ่งจะพาเจ้าไปส่งจนถึงที่หมาย และเมื่อใดที่เสียงระฆังใบนั้นดังขึ้นอีกครั้ง นั่นจะเป็นสัญญาณของการต่อสู้ที่แท้จริง จงจำเอาไว้เพียงอย่างเดียว ห้ามหันหลังกลับเด็ดขาด”

            นัยน์ตาสีครามของหญิงสาวพลันทอแสงเมื่อคำพูดเหล่านั้นทำให้ความมุ่งมั่นเอ่อล้นอยู่ภายในใจอย่างเต็มเปี่ยม ในขณะที่ฮาร์นนั้นกลับเฝ้ามองลูกสาวของตนอย่างเงียบๆ ใบหน้าไร้ซึ่งความยินดี ลอว์ซึ่งเห็นแบบนั้นก็ได้แต่แอบลอบถอนหายใจก่อนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

            “เอาล่ะ ข้าก็คงแนะนำพวกเจ้าได้เพียงเท่านี้ จากนี้ก็พยายามเข้านะ ข้ากลับล่ะ”

            ไม่มีรีรอ บานประตูห้องรับรองถูกเปิดกระชากออกด้วยสายลมแรงจนได้ยินเสียงโวยวายของทหารหน้าประตู  นัยน์ตาสีแดงทับทิมสบเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มที่แสดงความไม่พอใจน้อยๆ อีกครั้ง

            “เจ้าควรจะหัดแสดงความรู้สึกเสียบ้างนะ ตั้งแต่รู้จักกันมาเจ้าก็ทำให้ข้าปวดหัวมามากเกินพอแล้ว”

            รูปประโยคอันคุ้นหูถูกส่งกลับสู่คนที่เคยพูดอีกครั้ง พลันร่างของชายผู้คุมกฎนั้นก็กลายเป็นหมอกดำเคลื่อนตามสายลมออกไป สร้างความตื่นตกใจแก่เหล่าผู้ที่อยู่ภายในปราสาทจนเกิดเสียงดังโวยวายขึ้นตลอดทาง ตอนนั้นเองที่เหล่าทหารผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งเฝ้าระวังอยู่บริเวณหน้าห้องรับรองก็พากันกรูเข้ามาแทบทั้งหมด

            “ยังเป็นคนที่สร้างความวุ่นวายไม่หยุดหย่อนเหมือนเคย” ฮาร์นเอ่ยพึมพำก่อนสั่งให้เหล่าทหารทั้งหลายออกไป นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นหันมาสบเข้ากับคาร์เรย์ซึ่งนั่งมองกระดาษสีทองในมือ

            “ข้าเชื่อใจเขาได้ใช้ไหม ท่านพ่อ” นางเอ่ยถามขณะช้อนสายตาขึ้นสบตอบ ใบหน้าอันเรียบเฉยของฮาร์นยังคงแฝงไปด้วยความน่าเกรงขามซึ่งไร้เค้าของความอ่อนโยน

            “ไม่ เจ้าไม่ควรเชื่อใจใครทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่ลอว์”

 

To be Continue.