แจ้งปิดเว็บถาวร | Site closure notification

ขอบคุณที่ใช้บริการ oCircle.in.th เราเสียใจที่ต้องแจ้งว่าเราจะปิดเว็บไซต์เป็นการถาวรในวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ข้อมูลทั้งหมดจะถูกลบออกหลังปิดเว็บไซต์ หากคุณมีข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ กรุณาทำการสำรองข้อมูลออกมาก่อนวันดังกล่าว
Thank you for using oCircle.in.th. Due to many circumstances, we are sorry to inform you that we have to permanently close the website on 20 May 2021. All information will be deleted after the closure. Please back up your information to a safe place before the date.

ตอน Melody.02 [บุรุษนำทางผู้ลึกลับ]

Melody.02 [บุรุษนำทางผู้ลึกลับ]

Melody.02

[บุรุษนำทางผู้ลึกลับ]

 

            ณ ที่แห่งนี้มีระฆังทองซึ่งถือเป็นของสำคัญอยู่สามใบ

            ระฆังสองใบแรกนั้น เป็นระฆังพิเศษที่ถูกครอบครองโดยอาณาจักรแกรนเดียและเมเดน ภายในมีพลังเวทย์บรรจุอยู่ ยามเมื่ออาณาจักรหนึ่งลั่นระฆังนั้น ระฆังซึ่งอยู่กับอีกอาณาจักรหนึ่งจะลั่นตาม ใช้ในการส่งสัญญาณต่างๆ ให้กับอาณาจักรตรงข้าม

            และ… ระฆังใบที่สาม ระฆังทองซึ่งได้รับชื่อเรียกขานว่า ‘ระฆังแห่งสัญญา’ ระฆังที่สถิตอยู่เหนือใจกลางผืนทะเลอันกว้างใหญ่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ระหว่างทั้งสองอาณาจักร

            ใช่ ล่องลอยอยู่บนฟากฟ้าราวกับไร้ซึ่งแรงโน้มถ่วง ระฆังทองศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีเพียงเทพเจ้าเท่านั้นที่สามารถลั่น…

            พั่บ!

            หนังสือที่ถูกปิดลงพร้อมกับถูกคว้าออกไปจากมือทำให้นัยน์ตาสีครามเลื่อนมองตาม ชายร่างกำยำเจ้าของแผงหนังสือกำลังเลิกคิ้วมองนางขณะตบสันหนังสือเล่มนั้นลงบนไหล่ตัวเองดังปึกๆ

            “ร้านนี้ไม่ใช่ห้องสมุด ถ้าเจ้าจะอ่านก็จ่ายมาก่อน” คำต่อรองมาพร้อมกับการใช้รูปร่างเข้าข่มขู่ ตอนนั้นเองที่ชายร่างกำยำสังเกตเห็นดาบที่เอวของนาง “นี่เจ้า… นั่นดาบดีนี่ ของพวกขุนนางไม่ใช่หรือ เจ้าไปขโมยจากที่ไหนมา”

            คำกล่าวหาอย่างดูถูกทำให้นัยน์ตาสีครามพลันวาวโรจน์จนชายเบื้องหน้าชะงัก นางหยิบสัมภาระแล้วเดินออกมาจากตรงนั้นทันทีโดยที่มีเสียงไล่หลังตามมา

            “เจ้าหนุ่ม! ถ้าอยากได้หนังสือแกจะเอาดาบนั่นมาแลกกับข้าก็ได้นะ!”

            คาร์เรย์ไม่สนใจและเดินลัดเลาะเข้าไปในซอกตึกที่อยู่ใกล้ๆ พอเข้าไปลึกสักระยะหนึ่งนางก็หยุดเดิน มองหาถังไม้สภาพดีๆ ซึ่งวางอยู่เกลื่อนกลาดจนเหลือบไปเห็นกรงเหล็กที่ดูท่าทางจะแข็งแรงกว่า นางจึงเดินเข้าไปนั่งก่อนวางถุงสัมภาระเอาไว้บนตัก

            ‘อย่าได้ไว้ใจใคร

            คาร์เรย์พลันครุ่นคิดถึงคำพูดของผู้เป็นบิดาซึ่งฝากเอาไว้เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนออกเดินทาง ซึ่งหลังจากนั้นนางก็ใช้เวลาไปมากพอสมควรในการเดินเท้าจนมาถึงศูนย์กลางการค้าของอาณาจักร เนื่องจากอาณาจักรแกรนเดียนั้นมีลักษณะคล้ายกับภูเขาลูกใหญ่ หนทางคดเคี้ยว พระราชวังจึงตั้งอยู่ด้านบนสุด ถัดมาถึงจะเป็นปราสาทของตระกูลลอสวอร์ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของพระราชวัง เป็นบริเวณที่ถูกห้อมล้อมด้วยต้นไม้และธรรมชาติ มีสถานที่ฝึกฝนกว้างขวางเพียงพอสำหรับเหล่าทหารซึ่งประจำการอยู่ที่นี่

            และแน่นอนว่า… นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ออกมาจากที่นั่น

            ทันทีที่นางเดินพ้นส่วนที่พำนักของพวกขุนนางที่อยู่ไม่ไกลกับปราสาท สิ่งต่างๆ รอบตัวก็ล้วนน่าสนใจขึ้นจนอยากจะเข้าไปแวะเวียน บริเวณศูนย์กลางการค้าที่เต็มไปด้วยผู้คนและร้านค้าอันหลากหลาย ทั้งน่ารำคาญแต่ก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด ทว่า…สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่นางควรจะสนใจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว นางก็ไม่สามารถเชื่อใจใครได้อยู่ดี

            คาร์เรย์เลิกคิด มือที่ถูกสวมทับด้วยถุงมือเหล็กล้วงเข้าไปในถุงสัมภาระแล้วหยิบกระดาษสีทองออกมา กระดาษที่ชายผู้คุมกฎผู้นั้นมอบให้นางก่อนจากไป

            จะใช้ตามหาผู้นำทางได้ยังไงกัน…

            นางถามตัวเองในใจขณะพลิกกระดาษในมือไปมา ตอนนั้นเองแสงอาทิตย์ในยามเที่ยงวันซึ่งลอดผ่านช่องว่างของสองตึกเข้ามาก็ส่องกระทบเข้ากับมันพอดี กระดาษสีทองพลันลอยขึ้นจากมือก่อนถูกบิดรูปร่าง แปรเปลี่ยนสภาพกลายไปเป็นสิ่งมีชีวิตมีปีกสีทอง นางกระพริบตามองสิ่งนั้นซึ่งกำลังเอียงคอมองตอบราวสงสัย

            “เจ้าเป็นเวทมนตร์ของชายผู้นั้นหรือ” นางเอ่ยถามแม้รู้ว่ามันคงไม่สามารถตอบได้ และโดยไม่ทันได้ตั้งตัว สิ่งมีชีวิตมีปีกสีทองนั้นก็บินออกจากมือของนางไปอย่างรวดเร็วจนไม่ทันได้ร้องห้าม คาร์เรย์รีบเก็บสัมภาระแล้ววิ่งตามออกไปทันทีท่ามกลางสายตาของชาวแกรนเดียแถวๆ นั้น แต่ถึงแม้จะโดนมองด้วยสายตาแปลกประหลาดอย่างไรนางก็ไม่สนใจ เพราะถ้าพลาดสายตาจากสิ่งมีชีวิตนั้นไป นางอาจทำลายความคาดหวังของผู้เป็นบิดาตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้น

            ทว่า เจ้าสิ่งมีชีวิตนั้นก็รวดเร็วมากจนหวิดที่จะคลาดสายตา ทั้งยังพานางวิ่งไปมาด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยว บ้างวิ่งเข้าซอกตึกเล็กๆ นางจึงไม่มีเวลาแม้แต่จะหลบเลี่ยงสิ่งต่างๆ ที่ขวางอยู่เบื้องหน้า มีทั้งที่มองไม่เห็น มีทั้งที่ต้องกระโดดข้าม ได้แผลถลอกติดตัวจนต้องเผลอชักสีหน้าเป็นบางครั้ง และในขณะเดียวกัน นางก็เริ่มหอบเหนื่อย

            แต่แล้วอยู่ๆ เจ้าตัวสีทองที่ยังอยู่ภายในขอบเขตสายตาก็หยุดชะงัก กระพือปีกหันซ้ายหันขวาท่าทางกระสับกระส่าย คาร์เรย์วิ่งเข้าไปหยุดหอบหายใจข้างๆ มันทันที นัยน์ตาสีครามพลางมองสภาพรอบด้านอย่างสำรวจ

            นางไม่รู้ตัวเลยว่าถูกพาวิ่งมาจนถึงส่วนล่างของอาณาจักรแล้ว และถึงนางจะไม่เคยมาที่นี่ แต่ก็สามารถบอกได้ว่าที่นี่เป็นท่าเรือ เพราะมีเรือเดินทะเลทั้งสำหรับโดยสารและขนส่งสินค้าจอดเทียบท่าอยู่เรียงรายหลากหลายรูปแบบ และพอมองไปยังส่วนที่ห่างไกลออกไปก็เห็นแต่ผืนทะเล

            “นี่เจ้าจะพาข้า…”

            คาร์เรย์กำลังจะเงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม แต่เจ้าตัวสีทองกลับไม่อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว นางรีบมองหามันทันทีจนเห็นประกายสีทองส่องแสงวิบวับอยู่ทางท่าเรือฝั่งตะวันออก นางจึงเริ่มออกตัววิ่งอีกครั้งทั้งที่ยังไม่หายเหนื่อยดี มิหนำซ้ำหนทางเบื้องหน้ายังใช่ว่าจะใกล้ มันพานางวิ่งไปจนกระทั่งมองเห็นผืนทะเลที่สุดขอบท่าเรือ และอยู่ๆ ก็บินเลี้ยวเข้าไปที่มุมสุดนั้นซึ่งนางไม่แน่ใจว่ามีทางเดินหรือไม่

            “นี่เจ้า!...”

            ทันทีที่พบว่ายังมีทางเดินและวิ่งเลี้ยวตามเข้าไป นางกำลังจะอ้าปากตะโกนเรียก แต่เสียงหัวเราะอันนุ่มหูก็พลันดังขึ้นอย่างอ่อนโยน นางเปลี่ยนจากวิ่งเป็นก้าวเดินอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาสีครามมองภาพเบื้องหน้าโดยไม่อาจละสายตา

            ภายใต้เงาเมฆ เจ้าตัวสีทองเจ้าปัญหานั้นกำลังใช้ปีกของมันคลอเคลียกับเจ้าของเสียงซึ่งปกปิดรูปลักษณ์ด้วยชุดคลุมตัวยาวสีน้ำตาลเข้ม มือที่โผล่พ้นชุดคลุมออกมาลูบตอบปีกของมันอย่างแผ่วเบา

            “หือ…”

            เสียงอันไพเราะดังขึ้นในลำคอ ร่างในชุดคลุมพลางขยับไหวเล็กน้อยก่อนหันใบหน้าภายใต้หมวกคลุมนั้นมาทางนาง คาร์เรย์ชะงักเท้าที่กำลังเดินเข้าไปทันที

            “ท่านคือ…” บุรุษในชุดคลุมเอ่ยเว้นช่วง หมวกคลุมที่ปิดบังใบหน้าเพียงครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นริมฝีปากหยักลึกที่กำลังขยับเป็นคำพูด “ผู้ที่ข้าต้องนำทางใช่ไหม?”

            ร่างที่สูงกว่าราวหนึ่งฝ่ามือเริ่มเดินเข้ามาหานางทันทีที่พูดจบ คาร์เรย์ยืนเหยียดกายตรงมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าเรียบเฉยโดยไม่เอ่ยตอบ ทว่าอยู่ๆ ร่างในชุดคลุมกลับหยุดชะงักไปเสียดื้อๆ จนเจ้าตัวสีทองกระพือปีกบินหนีอย่างตกใจ

            “ไม่… ท่านเป็นผู้หญิงไม่ใช่หรือ”

            ความแปลกใจถูกส่งผ่านออกมาทางน้ำเสียง ร่างสูงพลันหันหลังกลับ คาร์เรย์ขมวดคิ้วทันที

            “ถ้าข้าเป็นผู้หญิงแล้วเจ้ามีปัญหาอะไร”

            เสียงหวานของนางแสดงถึงอารมณ์ขุ่นมัวเล็กน้อย เรียกให้ร่างภายใต้ผ้าคลุมนั้นผินหน้ากลับมามอง ก่อนเปลี่ยนเป็นก้าวเท้ายาวๆ เดินเข้ามาใกล้ เขาเลื่อนหมวกคลุมของตนลงทันทีเมื่อมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง

            “เพราะท่านไม่เหมาะสม”

            พลันเมฆกลุ่มหนาที่เคลื่อนผ่านไปก็นำพาแสงอาทิตย์ให้ส่องกระทบเข้ากับใบหน้าซึ่งไร้สิ่งใดบดบัง ฉาบเรือนผมสีทองอ่อนสั้นระต้นคอที่ด้านหน้าปรกลงมาจนถึงคิ้วให้เปล่งประกาย รับกับดวงตาเรียวสีส้มใสดังหยาดเพชรซึ่งสว่างไสวด้วยแสงอาทิตย์ยามเมื่อทอดมองนาง

            “คาร์เรย์ ลอสวอร์…”

            สายตาที่ไม่อาจคาดเดาได้ถึงความรู้สึกสะกดให้คาร์เรย์ยืนนิ่ง พลันมืออุ่นของชายหนุ่มเบื้องหน้าก็สัมผัสเข้ากับใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา นิ้วเรียวของเขาเกลี่ยบริเวณที่มีแผลถลอกอย่างอ่อนโยน

            “ท่านไม่เหมาะที่จะเป็นนักรบ”

            ร่างสูงโน้มใบหน้าลงมาพลางหลับตา คาร์เรย์เบิกตากว้างแต่ยังไม่อาจขยับ จนกระทั่งหน้าผากของเขาจรดลงบนหน้าผากของนางจนสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิของร่างกาย ลมหายใจอันสม่ำเสมอรดรินอยู่เพียงปลายจมูก นางจึงได้สติ รีบผลักชายหนุ่มออกทันที

            “เจ้าจะทำอะไร”

            เสียงหวานกลับกลายเป็นแข็งกร้าวในขณะที่มือบางชักดาบออกมาอย่างเตรียมพร้อม ทว่าบุรุษเบื้องหน้ากลับทำเพียงหลุบตาลง นัยน์ตาสีส้มสว่างแฝงไปด้วยความรู้สึกที่นางไม่เข้าใจ

            “ข้าเพียงแค่สงสัย… ขอโทษด้วยที่เสียมารยาท”

            คำตอบรับอย่างสุภาพทำให้คาร์เรย์เผลอขมวดคิ้ว มองชายหนุ่มซึ่งสวมหมวกคลุมอีกครั้งโดยมีเจ้าตัวสีทองบินกลับมาเกาะไหล่ เขาลูบลำตัวมันพลางหัวเราะ ริมฝีปากที่โผล่พ้นหมวกคลุมออกมาคลี่ยิ้มบาง ฉายชัดความอ่อนโยนอย่างที่นางสัมผัสได้จากน้ำเสียง เขาหันมาทางนางอีกครั้ง

            “ข้าเป็นผู้นำทาง และจะนำทางท่านไปยังที่หมาย ตามมาสิ”

            นางยิ่งขมวดคิ้วหนัก เมื่อคำพูดของชายหนุ่มผู้นำทางกลับตาลปัตร ทว่าก่อนที่จะได้ถามอะไร เขาก็หันหลังเดินนำไปเสียก่อน นางจึงตัดสินใจเก็บดาบกลับเข้าฝัก เดินตามไปอย่างไม่ค่อยรู้สึกไว้วางใจ

            บริเวณที่นางกำลังเดินอยู่นั้นยังคงเป็นส่วนของท่าเรือเช่นเดียวกัน ทว่ากลับแตกต่างจากด้านที่นางเพิ่งผ่านมาโดยสิ้นเชิง เพราะนอกจากจะร้างผู้คนแล้ว เรือที่จอดเทียบท่าอยู่ก็มีแต่เรือเก่าๆ สภาพทรุดโทรม ได้ยินแต่เพียงเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่ง คาร์เรย์รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ดวงตาสีครามทำเพียงทอดมองกลับมายังแผ่นหลังกว้างของบุรุษผู้นำทางซึ่งน่าแปลกยิ่งกว่า

            ถ้าไม่ได้ตาฝาดไป นางรู้สึกเหมือนกับว่าใบหน้าของเขาซีดลงเล็กน้อย

            แต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรต่อไป ชายหนุ่มผู้นำทางก็เดินตรงไปยังเรือลำหนึ่งที่จอดเทียบท่า มันเป็นเรือขนาดเล็ก มีห้องพักบนเรือ และสภาพดีที่สุดจากทั้งหมดที่นางเห็นในบริเวณนี้

            “เราจะใช้เรือลำนี้ในการเดินทาง” เสียงนุ่มดังขึ้นสั้นๆ ในขณะที่ร่างสูงนั้นเดินเข้าไปคลายโซ่ซึ่งล่ามเรือยึดไว้กับฝั่ง เมื่อเห็นดังนั้นคาร์เรย์จึงเดินไปตามทางไม้สั้นๆ ที่ยื่นออกไปตรงด้านข้างเรือ ก่อนจะหยุดลงเมื่อมองเห็นบันไดเชือกซึ่งเป็นทางขึ้นเพียงทางเดียว นางจับเชือกเอาไว้ให้มั่นและปีนขึ้นไป

            เมื่อขึ้นมาบนเรือแล้วนางก็มองไปรอบๆ อย่างสำรวจ บนนี้ไม่มีอะไรเลยนอกจากห้องควบคุมหางเสือและห้องพักขนาดใหญ่ซึ่งกินเนื้อที่เรือไปกว่าครึ่ง แต่ยังไม่ทันได้เดินเข้าไปสำรวจบุรุษผู้นำทางก็ตามขึ้นมา พลันใบเรือก็ถูกกางออกโดยที่ไม่มีใครไปทำอะไร

            “นี่คือเวทมนตร์งั้นหรือ” นางเอ่ยถาม ดวงตาพลางเหลียวมองชายหนุ่มเบื้องหน้า ซึ่งนางก็ยังไม่อาจมองเห็นใบหน้าของเขาในตอนนี้ได้เพราะถูกหมวกคลุมปิดเอาไว้

            “พวกเราเป็นผู้คุมกฎ และข้าเป็นผู้นำทาง ดังนั้นข้าจะนำพาท่านไปจนถึงที่หมายด้วยความสามารถทั้งหมดที่มี” ชายหนุ่มตอบเพียงเท่านั้นก็เดินผ่านนางไปโดยมีเจ้าตัวสีทองบินตาม พอดีกับที่เรือเริ่มแล่นไปเองได้อย่างน่าอัศจรรย์

            คาร์เรย์มองชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้าไปในส่วนของที่พักบนเรืออย่างครุ่นคิด นางไม่ควรไว้ใจเขา และมันคงไม่มีทางเป็นไปได้จากเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา แต่ถึงกระนั้นก็ยังอันตรายเกินไปที่นางจะต้องออกเดินทางกับเขาเพียงลำพัง แค่อีกฝ่ายมีพลังที่เหนือธรรมชาตินางก็เสียเปรียบจนแทบทำอะไรไม่ได้แล้ว

            ยิ่งคิดมือบางก็ยิ่งกระชับดาบแน่น ต้องเตรียมพร้อมรับถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แม้อีกฝ่ายจะเป็นผู้นำทาง แต่สิ่งที่นางรู้เกี่ยวกับพวกเขายังมีเพียงเล็กน้อย เพราะฮาร์นไม่เคยบอกอะไรนางเลยนอกจากคำพูดสุดท้ายที่บอกว่าไม่ให้เชื่อใจใคร

            และในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มผู้นำทางก็เดินออกมาจากห้องพักพร้อมกับกล่องไม้ใบหนึ่ง นัยน์ตาสีครามเหลือบมองเขาซึ่งถอดหมวกคลุมออกแล้ว เผยให้เห็นใบหน้าที่ไม่ได้ซีดลงอย่างที่นางคิด และไม่ว่าจะมองกี่ครั้ง  ใบหน้านั้นก็ทั้งอ่อนโยนและสว่างไสวเหลือเกิน

            “แผลของท่าน…” เขาเอ่ยพร้อมกับยื่นกล่องไม้ให้แก่นาง “ข้าไม่มีสิทธิ์ที่จะใช้พลังเวทย์ในการช่วยเหลือ แต่สิ่งนี้น่าจะช่วยท่านได้”

            แม้ไม่ไว้วางใจ แต่นางก็รับมันมา และเมื่อลองเปิดออกดูก็พบว่าสิ่งของที่อยู่ในนั้นล้วนเป็นอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นทั้งสิ้น คาร์เรย์เลื่อนสายตาขึ้นสบเข้ากับนัยน์ตาสีส้มสว่างอีกครั้ง เขากำลังทอดมองนางด้วยใบหน้านิ่งสงบ ก่อนหันหลังกลับทำท่าจะเดินเข้าไปในห้องพักอีกครั้ง

            “เดี๋ยว”

            เสียงหวานดังขึ้นเรียกให้ชายหนุ่มหยุดชะงัก เจ้าตัวสีทองที่เกาะอยู่บนไหล่บินหนีอย่างตกใจอีกครั้ง

            “เจ้าชื่ออะไร” คาร์เรย์ตัดสินใจถามออกไปในขณะที่นัยน์ตาสีครามยังไม่ละออกจากแผ่นหลังนั้น ตอนนั้นเองที่ใบหน้าของเขาผินกลับมา ริมฝีปากหยักสวยพลันคลี่ยิ้มละมุน

            “ตัวข้าไม่ได้มีค่าพอให้ท่านเรียกชื่อหรอก”

            นางเผลอเบิกตากว้างครู่หนึ่งในขณะที่ร่างสูงนั้นเดินผละออกไป พอดีกับที่เจ้าตัวสีทองบินมาหานางแล้วกระพือปีกดังพั่บๆ อยู่ตรงหน้า ท่าทางดูราวกับกำลังสงสัย

            “เจ้าเองก็ไม่เข้าใจสินะ”

            คาร์เรย์เหลือบมองกล่องยาในมืออย่างชั่งใจ ภาพรอยยิ้มเมื่อครู่นี้ยังคงติดตา นางไม่สามารถอ่านสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในดวงตาคู่นั้นได้ หรืออาจเพราะนางไม่มีความสามารถมากพอ แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่อาจเข้าใจได้แม้กระทั่งคำพูดและการกระทำ สิ่งที่กลับกลอกไปมาแต่ก็ซื่อตรงนั้นช่างชวนให้รู้สึกสงสัย

            ทว่า…นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่นางควรจะใส่ใจเช่นเดียวกัน

 

To be Continue.

††††††††††††††