แจ้งปิดเว็บถาวร | Site closure notification

ขอบคุณที่ใช้บริการ oCircle.in.th เราเสียใจที่ต้องแจ้งว่าเราจะปิดเว็บไซต์เป็นการถาวรในวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ข้อมูลทั้งหมดจะถูกลบออกหลังปิดเว็บไซต์ หากคุณมีข้อมูลอยู่ในเว็บไซต์ กรุณาทำการสำรองข้อมูลออกมาก่อนวันดังกล่าว
Thank you for using oCircle.in.th. Due to many circumstances, we are sorry to inform you that we have to permanently close the website on 20 May 2021. All information will be deleted after the closure. Please back up your information to a safe place before the date.

ตอน Melody.03 [เพียงความฝัน]

Melody.03 [เพียงความฝัน]
โดย Daia.diary
View | 368 Rating | 18

Melody.03

[เพียงความฝัน]

 

            ภายในส่วนของที่พักบนเรือนั้นถูกแบ่งออกเป็นอีกสามห้อง ห้องหนึ่งคือห้องอาหาร ห้องหนึ่งคือห้องเก็บของ และอีกห้องหนึ่งก็คือห้องนอนซึ่งมีที่นอนอยู่สองที่ แต่ชายผู้นำทางก็ยังอาสาจะออกมานอนด้านนอกพร้อมเหตุผลที่ว่าต้องคอยควบคุมเรือ ซึ่งนางก็ไม่ได้คิดที่จะแย้งอะไร

            ในยามนี้ตะวันกำลังเริ่มลาลับขอบฟ้า อาณาจักรที่จากมาเริ่มเล็กลงทุกที คาร์เรย์เดินออกมาจากห้องพักและทอดสายตามองไปยังบุรุษผู้นำทาง เขากำลังทอดมองออกไปยังผืนทะเลอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่โดยที่ใบหน้านั้นถูกปกปิดด้วยหมวกคลุมอีกครั้ง ทำให้แสงสีส้มของอาทิตย์ในยามเย็นไม่อาจสัมผัสกับเรือนผมสีสวยของเขาได้

            “พวกเรากำลังจะไปที่ไหน”

            นางตัดสินใจเอ่ยถาม เรียกให้ใบหน้าภายใต้หมวกคลุมนั้นขยับไหว มือเรียวของเขายกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเจ้าตัวสีทองที่บินเล่นอยู่ตรงหัวเรือบินกลับมา ทว่านางก็ยังไม่ได้รับคำตอบ

            คาร์เรย์เลื่อนสายตาลงมองไปยังแผ่นหลังของเขาที่ราวกับจะถูกกลืนกินไปกับแสงอาทิตย์ นางไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าเขากำลังคิดอะไร ทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นที่ท่าเรือ ทั้งคำพูดที่กลับกลอก หรือแม้แต่ชื่อของเขาที่นางก็ยังไม่รู้ เพราะอย่างนั้นนางจึงรู้สึกไม่ไว้วางใจ

            “ท่านรู้ไหม ว่าเส้นทางนี้โดดเดี่ยวแค่ไหน”

            พลันเสียงนุ่มของบุรุษเบื้องหน้าก็เรียกให้นางหลุดจากภวังค์ นัยน์ตาสีครามฉายแววประหลาดเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจ

            “ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางนี้ หรือเส้นทางที่ท่านจะเลือกในอนาคต…”

            นางมองบุรุษผู้นำทางซึ่งยังคงเอ่ยต่อ ตอนนั้นเองที่เขายื่นมือที่มีเจ้าตัวสีทองเกาะอยู่ออกไปข้างหน้า ในขณะที่ใบหน้าซึ่งถูกหมวกคลุมปิดเอาไว้จนถึงปลายจมูกผินกลับมามองนางเพียงเสี้ยวหนึ่ง

            “ปลายทางสุดท้ายก็คือความว่างเปล่า”

            ริมฝีปากหยักสวยขยับเป็นคำพูดเพียงเท่านั้น เจ้าตัวสีทองก็กระพือปีกบินตรงมาหาคาร์เรย์พร้อมกับเปล่งแสงสีทองดั่งต้องมนตร์ พลันแสงเหล่านั้นก็รวมตัวกันเป็นรูปร่างบางอย่างขึ้นกลางอากาศ โดยใช้เวลาเพียงไม่นานภาพทั้งหมดก็เสร็จสมบูรณ์

            สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าในตอนนี้คือภาพของแผนที่เดินเรือ มีจุดเริ่มต้นคือเมืองหลวงของอาณาจักรแกรนเดียซึ่งก็คือที่ที่นางเพิ่งจากมา   ในขณะที่ใกล้ๆ กันคือเรือที่พวกเขากำลังโดยสารอยู่ โดยหนทางด้านหน้าที่เรือกำลังจะมุ่งไปนั้นเต็มไปด้วยเกาะมากมาย ทว่ามีเพียงสี่เกาะเท่านั้นที่เปล่งแสงโดดเด่นกว่าเกาะอื่น และถัดจากเกาะเหล่านั้นก็ยังมีเกาะขนาดใหญ่อีกเกาะหนึ่งเปล่งแสงสีแดงอยู่ บนเกาะนั้นปรากฏรูปของระฆังทอง สัญลักษณ์ซึ่งบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นเป้าหมายที่นางจะต้องไป แต่ก่อนที่นัยน์ตาสีครามคู่นั้นจะละออกจากแผนที่ นางก็มองเลยไปยังเกาะสุดท้ายที่อยู่ปลายสุดของเส้นทาง เกาะที่มีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับเกาะเมืองหลวงของแกรนเดีย

            เขตแดนศัตรู เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเมเดน

            “ทางฝั่งนั้น…ก็คงจะกำลังเดินทางเช่นกัน” คาร์เรย์เอ่ยขึ้นพลางจับดาบของตนที่เก็บเอาไว้ไม่ห่างตัว ในขณะที่นัยน์ตาสีครามมองกลับไปยังเกาะทั้งสี่และมองเลยไปยังบุรุษผู้นำทางอีกครั้ง

            “เกาะที่ส่องแสงอยู่คืออะไร”

            นางเอ่ยถามออกไป ทว่าชายหนุ่มกลับนิ่งเงียบและหันหน้ากลับไปยังผืนฟ้าที่เริ่มแปรเปลี่ยนกลายเป็นยามค่ำคืน สายลมที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนตัวของเรือทำให้เรือนผมสีดำขลับของนางพลิ้วไหวเล็กน้อย

            “บททดสอบ”

            คาร์เรย์เผลอขมวดคิ้วทันทีเมื่อเสียงนุ่มพลันดังขึ้น พอดีกับที่เจ้าตัวสีทองเลิกเปล่งแสงและบินกลับไปหาชายหนุ่ม เขารับมันเอาไว้ด้วยมือก่อนลูบตัวมันเบาๆ

            “หมายความว่ายังไง”

            “การต่อสู้จะเริ่มขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีเครื่องบรรณาการ”

            คำตอบต่อมายิ่งทำให้คาร์เรย์สับสน นางไม่เคยได้ยินเรื่องนี้จากพ่อของตนมาก่อน หรือแม้แต่ลอว์ซึ่งเป็นผู้คุมกฎก็ไม่ได้กล่าวถึง แต่หากมันเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้พันธสัญญานั้นดำเนินต่อไปได้ ไม่ว่าอะไรนางก็พร้อมจะทำทั้งนั้น

            ความตั้งใจที่มีอยู่เต็มเปี่ยมพาให้มือของนางกระชับดาบแน่น

            “ข้าต้องทำอะไรบ้าง”

            น้ำเสียงที่ถูกส่งออกไปอย่างมุ่งมั่นทำให้ชายผู้นำทางนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานร่างสูงนั้นก็เริ่มขยับตัวอีกครั้ง เขาหันใบหน้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมวกคลุมกลับมาก่อนเดินตรงมาหานาง ทว่าเขาก็กลับเดินผ่านไปเสียเฉยๆ

            “ท่านแค่ปล่อยให้ข้านำทางเท่านั้น”

            ชายหนุ่มพูดทิ้งท้ายเพียงเท่านั้นและเดินเข้าที่พักไป ปล่อยให้นัยน์ตาสีครามมองค้างอยู่ตรงประตูที่ถูกปิดลง

            แม้ลึกลับจนยากที่จะเชื่อใจ แต่เขาก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำทางที่มีพลังเวทย์อันเป็นสัญลักษณ์ของผู้รับใช้เทพ และหากเมื่อใดที่เขาคิดขวางทางเดินของนาง นางก็จะไม่มีวันปล่อยให้เขารอดชีวิต เพราะนางได้ให้คำสัตย์เอาไว้แล้วว่าจะแบกรับศักดิ์ศรีของตระกูลด้วยชีวิต ดังนั้นนางจะไม่ทำให้ความพยายามตลอดเวลาที่ผ่านมาต้องสูญเปล่าเด็ดขาด…

 

            ‘คาร์เรย์’

            ท่ามกลางความมืดมิด เสียงเรียกอันแสนหวานและนุ่มนวลได้ดังขึ้นจากที่อันไกลแสนไกล มืดมิด มองอะไรไม่เห็น นางรู้สึกราวกับว่าทั่วทั้งร่างกำลังถูกตรึง

            ‘คาร์เรย์…’

            พลันความมืดก็ถูกสีขาวเข้าแทรกแซง นางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกบังคับให้ลืมตาขึ้น แต่ภาพตรงหน้านั้นสว่างจนต้องเผลอหยีตาเสียเอง และทันทีที่ดวงตาของนางเริ่มปรับสภาพได้ ความมืดมิดทั้งหมดก็สลายหายไป

            “คาร์เรย์” เสียงหวานนั้นดังขึ้นอยู่ข้างหู นางกะพริบตาครั้งหนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังเกยคางอยู่บนศีรษะของนาง ทำให้เรือนผมยาวสีม่วงเข้มอันคุ้นเคยนั้นสัมผัสเข้ากับใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา

            “ตื่นแล้วเหรอ”

            หญิงสาวตรงหน้าเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ดวงตาเรียวสีฟ้าใสงดงามกำลังทอดมองนางอย่างอ่อนโยน ใบหน้าหวานนั้นเผยรอยยิ้มที่นางจำได้ไม่เคยลืม

            “ท่านแม่…”

            นางเอ่ยเรียก รู้สึกได้ว่าเสียงของตัวเองเปลี่ยนไป แต่ที่แปลกยิ่งกว่าคือคนที่นางเรียกว่าแม่กำลังอยู่ตรงนี้ นั่งอยู่เคียงข้างและสบตากับนาง ความสับสนทำให้มือบางของนางที่เล็กกว่าปกติเอื้อมเข้าไปสัมผัสเข้ากับใบหน้านั้น

            “เอ้า ท่านพ่อเรียกแล้วนะ”

            เสียงหวานดังขึ้นจากหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง เสียงที่มาพร้อมรอยยิ้มอันแสนคิดถึงทำให้นางจะเอื้อมมืออีกข้างหนึ่งเข้าไปกอด ทว่าก่อนที่จะได้สัมผัสตัว ร่างตรงหน้ากลับลอยขึ้นและค่อยๆ สลายกลายเป็นเถ้าธุลี คาร์เรย์เบิกตากว้าง พยายามจะตะโดนเรียก แต่ไม่มีเสียง จึงรีบผุดลุกขึ้นจะเข้าไปคว้ามือของแม่ที่กำลังจะหายไป แต่แล้วรอบด้านก็กลับสู่สีดำอีกครั้ง

            ท่านแม่… ท่านแม่!

            นางร้องเรียก แต่เสียงกลับดังขึ้นเพียงภายในใจ พยายามมองไปทุกหนทางแต่กลับเห็นแต่เพียงความดำมืด ร่างบางคุกเข่าลง ฝ่ามือทั้งสองขยุ้มผมตัวเองอย่างแรง ดวงตาคมดุสีครามกำลังเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ฉายชัดถึงความสิ้นหวัง ความรู้สึกของการสูญเสียเข้ามาเกาะกุมจิตใจทำให้ความทรงจำในอดีตฉายชัดขึ้น

            ‘ไม่ใช่แบบนั้น ลุกขึ้น!’

            พลันเสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นอีกจากที่ไกลๆ นางรับรู้ได้ในทันทีว่านั่นเป็นเสียงของผู้เป็นบิดา และในทันใดนั้นสีขาวก็กลืนกินความมืดอีกครั้ง สภาพรอบด้านได้กลับกลายเป็นลานกว้างเหมือนที่ตั้งอยู่ด้านหลังปราสาท และใจกลางลานกว้างนั้นก็ปรากฏร่างสูงแกร่งของผู้เป็นบิดาและเด็กน้อยวัยแปดขวบที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล

            แก๊ง! แก๊ง!

            เสียงดาบไม้กระทบกันดังขึ้น ตัวนางในวัยเด็กกำลังฟาดดาบไม้ในมืออย่างสะเปะสะปะ ในขณะที่ผู้เป็นบิดานั้นโต้ตอบกลับอย่างมีชั้นเชิงเพื่อให้เด็กน้อยได้เรียนรู้ ภาพนั้นทำคาร์เรย์รู้สึกสงบลงเล็กน้อยและพาตัวเองเข้าไปดูใกล้ๆ

            “อย่าหลับตา! อ่านการเคลื่อนไหวให้ได้” น้ำเสียงเด็ดขาดดังขึ้นอย่างไม่ปรานีต่อเด็กน้อยที่เริ่มร้องไห้ มือเล็กๆ ยังคงฟาดดาบไปมาอย่างไร้ทิศทาง ชายผู้เป็นบิดาจึงตวัดดาบโต้ตอบไปเต็มแรงจนดาบของเด็กน้อยกระเด็นหลุดจากมือ

            “คาร์เรย์ ถ้าเจ้ายังอ่อนแอแบบนี้ก็จะไม่สามารถชนะเจ้าพวกขี้ขลาดนั่นได้”

            “ฮึก ท่านพ่อ ขะ ข้าทำไม่ได้”

            เด็กน้อยก้มตัวลงกอดเข่าร้องไห้ ผู้เป็นพ่อจึงย่อเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกัน

            “เจ้าต้องทำ คาร์เรย์ เพื่อตระกูลนี้ เพื่ออาณาจักรนี้ และเพื่อแม่ของเจ้าที่โดนไอ้พวกขี้ขลาด…”

            พลันเสียงของผู้เป็นบิดาก็เบาบางลงเมื่อพื้นดินที่นางกำลังยืนอยู่ถูกผลักออกมาไกลขึ้นเรื่อยๆ คาร์เรย์มองภาพในความทรงจำนั้นโดยไม่ละสายตาออกไป นางจำคำพูดของบิดาในตอนนั้นได้ดี

            เพื่อท่านแม่ที่โดนพวกตระกูลเลอแลนด์ฆ่า

            เพล้ง!

            ทันใดนั้นภาพในความทรงจำก็พังทลาย พื้นดินสั่นสะเทือนและแตกแยกออก คาร์เรย์หลับตาลงอย่างรับรู้ว่านี่เป็นเพียงความฝัน ปล่อยให้ร่างกายตกลงสู่เหวลึกซึ่งมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด ให้ร่างกายถูกความมืดกลืนกินจนกระทั่งไม่รับรู้อะไรอีกเลย…

 

            ฟึ่บ

            ดวงตาของนางลืมขึ้นอีกครั้งอย่างเชื่องช้าท่ามกลางความมืด สิ่งแรกที่เห็นคือเจ้าตัวสีทองที่เพิ่งบินมานอนทับอยู่บนหน้าของนางจนบดบังการมองเห็น นางจึงจับมันออกแล้วยันกายลุกขึ้นนั่ง

            ความฝันเมื่อครู่นี้ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ ความฝันที่ตอกย้ำถึงความทุกข์ทรมานที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย และเพื่อการนั้นนางจึงต้องชนะ ไม่ใช่แค่เพื่อตระกูล แต่เพื่อการล้างแค้นให้กับแม่ของนางที่โดนฆ่าโดยวิธีสกปรก

            พวกขี้ขลาด…

            นัยน์ตาสีครามวาวโรจน์แม้ในความมืด ความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นอยู่ในอกมานับสิบสองปีทำให้มือบางกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้น ถ้าให้หลับต่อในตอนนี้นางก็คงไม่สามารถทำได้แน่ เมื่อคิดดังนั้นนางจึงลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่ลืมพกดาบมาด้วย แต่ก่อนที่จะออกไปนางก็มองไปยังเจ้าตัวสีทองที่ยังไม่ได้สติ

            “นี่” นางเอ่ยเรียกพลางใช้นิ้วแตะลำตัวของมัน ตอนนั้นเองที่ปีกของมันขยับไหวน้อยๆ ก่อนกระพือเบาๆ เพื่อพยุงตัวขึ้น “เจ้าช่วยเป็นไฟให้ข้าทีได้ไหม ข้าอยากไปหาน้ำดื่มสักหน่อย”

            ดูเหมือนว่ามันจะฟังรู้เรื่อง เพราะทันทีที่บอก ตัวของมันก็เปล่งแสงสีทองทันทีจนห้องมืดๆ สว่างขึ้นในพริบตา คาร์เรย์จึงใช้มือลูบลำตัวของมันเบาๆ อย่างที่มันชอบ และเดินไปเปิดประตูโดยมีมันบินตามมาติดๆ

            ในตอนนี้ภายนอกห้องนั้นมืดสนิท แสงไฟที่ชายผู้นำทางใช้พลังเวทย์สร้างขึ้นหายไปแล้ว แต่เพราะเจ้าตัวสีทองเองก็สามารถให้แสงสว่างได้จึงไม่มีปัญหา พอออกจากห้องมานางก็ให้มันบินนำทางไปยังห้องอาหารทันที

            เจ้าคนนำทางนั่น

            คาร์เรย์ครุ่นคิดเมื่อตั้งแต่ที่เดินออกมาจากห้องนอนจนเข้ามาในห้องอาหารก็ยังไม่เจอชายผู้นำทาง หลังจากที่ดื่มน้ำเรียบร้อยแล้วนางจึงลองเดินไปดูที่ห้องเก็บของบ้าง แต่ก็กลับว่างเปล่า

            สงสัยจะอยู่ข้างนอก…  

            เมื่อคิดดังนั้นนางจึงเลิกสนใจและให้เจ้าตัวสีทองนำทางกลับห้อง พอได้ดื่มน้ำนางก็รู้สึกว่าความร้อนรุ่มภายในใจลดลงไปบ้างและคงสามารถหลับได้อีกครั้ง

            ตุบ!

            แต่ก่อนที่จะได้เริ่มเดินไปไหน เสียงอะไรบางอย่างลงกระทบพื้นอย่างแรงก็ดังขึ้นที่ด้านนอก เจ้าตัวสีทองรีบบินนำไปทางต้นเสียงทันทีแต่ก็ชนเข้ากับประตูเสียก่อน คาร์เรย์ที่ตั้งสติได้ที่หลังจึงวิ่งตามไปเปิดประตูให้แล้วพุ่งตัวออกไปเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น

            “นี่เจ้า!”

            ดวงตาสีครามเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกเมื่อร่างของชายผู้นำทางกำลังนอนหอบหายใจอย่างทรมานอยู่บนพื้น โดยทั่วทั้งร่างของเขานั้นมีละอองแสงสีขาวลอยขึ้นมาและหายลับไปในอากาศ แม้นางจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแต่ก็รีบเดินเข้าไปช่วยพยุงเขาขึ้นมาทันที ทว่าชายหนุ่มกลับผลักนางออกและเกือบจะล้มกลับลงไปนอนกับพื้น แต่เขาก็ใช้เข่าข้างหนึ่งพยุงตัวเอาไว้ได้ทัน

            “ไม่มีอะไร…ท่านกลับไปพักผ่อนเถอะ” เสียงนุ่มที่เหมือนข่มให้ฟังดูเรียบทำให้คาร์เรย์ขมวดคิ้ว แม้จนตอนนี้หมวกคลุมก็ยังคอยปิดบังใบหน้าของเขาเอาไว้ทำให้ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่คิดที่จะทำตามคำสั่งของเขาแน่

            “พูดอะไรของเจ้า จะไม่มีอะไรได้ยังไงกัน”

            “ข้าก็แค่ฝันร้าย พลังเวทย์ก็เลยคลุ้มคลั่ง ไม่มีอะไรที่ท่านต้องกังวล…”

            เขาเอ่ยตอบในทันทีและพยายามจะพยุงตัวเองให้ลุกขึ้น แต่ก็ทำท่าจะล้มลงไปอีกครั้งจนคาร์เรย์ต้องรีบเข้ามาประคองเอาไว้ ทำให้ใบหน้าของเขาตกลงบนไหล่ของนางพอดีจนได้ยินเสียงหอบหายใจอย่างทรมานดังชัดที่ข้างหู เมื่อเป็นแบบนั้นนางจึงค่อยๆ ขยับตัวช้าๆ โดยใช้มือข้างหนึ่งพยุงตัวของชายหนุ่มเอาไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็จับแขนของเขาให้พาดกับบ่าของนาง

            “ถึงยังไงเจ้าก็ควรไปพักในห้อง ข้าจะพาไปเอง” นางเอ่ยพร้อมกับพยุงร่างของชายหนุ่มเข้าไปในที่พัก ซึ่งเขาก็เลิกขัดขืนและพยายามพยุงตัวเองเอาไว้ด้วยเช่นกัน ทำให้ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งสองก็มาจนถึงห้องนอน นางค่อยๆ พาเขาไปที่ข้างเตียงและปล่อยให้นอนลงโดยระวังไม่ให้ร่างกายกระทบกระเทือนมากนัก

            “ข้าต้องขอโทษด้วย”

            เสียงนุ่มดังขึ้นแผ่วเบา คาร์เรย์มองเจ้าของเสียงนั้นซึ่งละอองแสงรอบตัวเริ่มเบาบางลง นางไม่รู้เลยว่าอาการของเขาดีขึ้นแล้วหรือแย่กว่าเดิม แต่ไม่ว่าทางไหนก็ไม่น่าไว้วางใจทั้งนั้น

            “เจ้าแน่ใจหรือ ว่าแค่พลังเวทย์คลุ้มคลั่ง” นางเอ่ยถาม พลันคิ้วบางก็ต้องขมวดเข้าหากันเมื่อชายหนุ่มหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง

            “ท่านไปพักผ่อนเถอะ”

            เหมือนเป็นการตัดบทสนทนา แต่ในเมื่อเขาไม่ต้องการให้ถามอะไรไปมากกว่านี้นางก็ไม่คิดจะเซ้าซี้ ร่างบางให้เจ้าตัวสีทองบินนำไปยังห้องอาหารเพื่อนำน้ำดื่มมาเตรียมเอาไว้ให้ก่อนแล้วจึงเดินไปนอนที่เตียงขอตนทันที

            แปลกประหลาด  

            คาร์เรย์ครุ่นคิดขณะทอดสายตามองไปยังเพดานห้อง รู้สึกว่าเหล่าผู้ใช้พลังเวทย์นั้นคงมีแต่เรื่องยุ่งยากให้จัดการ ทั้งทำตัวลึกลับเข้าใจยากและทำให้นางรู้สึกกังวล ทว่าเมื่อนึกย้อนไปถึงความฝันในวันนี้ นางก็คิดได้ว่าไม่ควรที่จะอ่อนไหวกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แม้แต่ผู้ที่คิดว่ามีศักดิ์ศรีของการเป็นนักรบอย่างตระกูลเลอแลนด์ยังเล่นสกปรก แล้วกับผู้นำทางที่คิดว่าขึ้นตรงกับเทพจะเชื่อถือได้สักแค่ไหน ในตอนนี้นางควรมองแค่เพียงเป้าหมายเท่านั้น เป้าหมายเพียงอย่างเดียว…  

            และในขณะที่นางผล็อยหลับไป ชายผู้นำทางกลับยังคงลืมตาตื่น เขาพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาคาร์เรย์ที่นอนอยู่บนเตียงอีกเตียงหนึ่ง เขาเลื่อนหมวกคลุมของตนออก เผยให้เห็นเรือนผมสีทองอ่อนและนัยน์ตาสีส้มสว่างซึ่งเปล่งประกายด้วยละอองแสงที่ยังหลั่งไหลออกจากร่างกาย ทว่ามันก็เบาบางลงมากแล้วถ้าเทียบกับตอนแรก

            “ท่านไม่ควรต่อสู้เลย” เขาเอ่ยขณะนั่งลงไปบนเตียงของนาง นัยน์ตาสีส้มหลุบลงมองร่างบางที่เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา

            “เพื่อตระกูล และแก้แค้น…”

            มือเรียวสัมผัสเข้ากับใบหน้าของนางอย่างแผ่วเบา ใบหน้าอันแสนอ่อนโยนของเขาในยามนี้ฉายชัดถึงความกังวลใจ เขาอยากจะวิงวอนร้องขอต่อเทพ หากแต่เทพก็ไม่ได้อยู่เคียงข้างเขามาตั้งแต่ต้น พอคิดแบบนั้นแล้วชายหนุ่มก็โน้มตัวลงให้หน้าผากของตนสัมผัสกับหน้าผากนวลของหญิงสาว พลันบริเวณที่สัมผัสนั้นก็สว่างวาบขึ้นด้วยพลังเวทย์ ละอองแสงรอบตัวเริ่มล่องลอยหายไปในอากาศอีกครั้ง ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงทำให้เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นบนใบหน้า

            “ถ้าเป็นไปได้…ข้าก็อยากให้ท่านลืมเรื่องทั้งหมด”

 

To be Continue.